วันที่สิบสี่ตุลาคม ลานรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเปิดให้ชาวนานำข้าวไปขายได้แล้ว ชีฟได้ติดต่อรถเกี่ยวข้าวไว้ถึงสองคัน ว่าให้มาเกี่ยวข้าวที่นาของเขาในทุก ๆ ห้าโมงเย็นของวัน จนกว่าลานรับซื้อข้าวลานสุดท้ายจะปิด
ในเช้าของวันที่สิบสี่ชีฟมองทุ่งนาที่เหลือแต่ดินเหนียวของตัวเอง ก่อนจะทาบมือลงไป แล้วกำหนดตำแหน่งออร่าขอบเขตการใช้สกิลให้ครอบคลุมพื้นที่นาทั้งยี่สิบไร่ของเขา
"พรวนดิน"
ผืนดินแข็งกระด้างค่อย ๆ ขยับแตกออกจากกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ แล้วขยับไปมาจนก้อนใหญ่แตกออกจากกันกลายเป็นก้อนเล็ก จากก้อนเล็ก ก็แตกกระจายกลายเป็นก้อนที่เล็กลงไปอีก เหตุการณ์เดิม ๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนดินเหนียวแข็ง ๆ ที่จับตัวเป็นผืนเดียวกัน กลายเป็นดินร่วนซุยที่เหมาะแก่การเพาะปลูก
อีฟที่ยืนดูอยู่บนคันนามองภาพตรงหน้าอย่างตื่นเต้น
"สุดยอดเลย แม่ดูสิ"
อีฟหันไปคุยกับแม่ที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้ม ใครจะบอกว่าสกิลของลูกชายเธอกระจอกก็ช่าง แต่สำหรับเธอแล้ว มันพิเศษมาก ไพรินลูบหัวลูกสาว
"ใช่จ้ะ ดูพี่เขาทำให้เสร็จก่อน อย่าซนนะ"
"ค่ะ"
เมื่อดินร่วนซุยแล้ว ชีฟก็ไปขนเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บเอาไว้มาวางไว้ริมคันนา ก่อนจะกรีดกระสอบทุกถุงให้เมล็ดพันธุ์ข้าวไหลออกมา
"กระจายเมล็ดพันธุ์"
ชีฟ กำหนดออร่าขอบเขตการใช้สกิลให้คลุมผืนนาของเขาทั้งยี่สิบไร่อีกครั้ง ก่อนจะหันฝ่ามือข้างขวาไปทางเหล่าเมล็ดพันธุ์ข้าว
เมื่อสกิลทำงาน เมล็ดพันธุ์มากมายก็พลันลอยขึ้นจากพื้นแล้วพากันกระจัดกระจายไปยังผืนนาที่เต็มไปด้วยดินร่วนซุย
เมื่อกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวจนหมด ต่อไปก็ต้องรดน้ำให้ชุ่ม
"รดน้ำ"
น้ำจำนวนมากปรากฏออกมาจากอากาศธาตุข้าง ๆ ตัวของชีฟ แล้วพากันกระจายไปตามผืนนาที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ข้าว
"อย่างสุดท้ายในรอบเช้า เพิ่มพูนสารอาหาร"
ละอองสีเขียวพวยพุ่งออกมาจากตัวของชีฟ แล้วกระจายไปตามผืนนายี่สิบไร่ที่กำหนดเอาไว้ ก่อนจะพากันซึมลงไปในเมล็ดพันธุ์และผืนดิน ชีฟมองภาพตรงหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง
อีฟเดินมาข้าง ๆ แล้วยื่นนมเย็นหวาน ๆ ของตัวเองให้
"น้ำค่ะ"
ชีฟยิ้มรับ ก่อนจะลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดู
"ขอบใจนะยัยตัวดี"
"แล้วเมื่อไหร่จะทำให้มันโตเหรอ"
"บ่าย ๆ ก่อน หมดแรงแล้ว"
ชีฟพูดจบก็เดินจูงมือน้องสาวกลับเข้าไปในบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ โดยมีแม่เดินตามหลังมาด้วย
ด้วยความจนในบ้านของชีฟมีเพียงแค่ทีวีราคาถูกและคอมพิวเตอร์เก่า ๆ เมื่อเข้ามาในบ้านชีฟก็เดินไปล้มตัวลงนอนบนโซฟาตัวยาวตัวโปรดของตัวเอง
อีฟเดินมาใกล้ ๆ ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนหน้าท้องของชีฟ
"เกมใหม่ ๆ คอมมันเล่นไม่ได้แล้ว"
ชีฟชะโงกหน้าดูคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า
"ก็สมควร สเปคมันต่ำกว่ายุคสมัยแล้ว"
น้องสาวทำท่าคิด
"แล้วต้องทำไงอ่ะ"
"เดี๋ยวซื้อใหม่ให้รอขายข้าวได้ก่อน"
"ซื้อใหม่ให้จริงนะ"
ไพรินที่เห็นลูกชายกำลังพักผ่อนอย่างเหนื่อยล้า ก็เดินเข้ามาคว้าตัวอีฟออกไปจากพุงของชีฟ
"พี่เขาเหนื่อยอย่าไปกวนสิลูก"
อีฟพยักหน้ารับฟัง
"ก็ได้ค่ะ"
ในที่สุดชีฟก็ได้พักผ่อนเสียที เขาหลับไปในทันทีที่ไม่มีใครมากวนใจ
เมื่อถึงเวลาสี่โมงเย็นชีฟก็ตื่นขึ้นมาแล้วไปยังผืนนาของตัวเองอีกครั้ง โดยมีน้องสาวกับแม่ตามมาดูเช่นเคย
น้องสาวกระโดดโลดเต้นรอดูท่ารำของพี่ชายในการเร่งโตต้นข้าว
"เย้ ๆ พี่ชายจะร่ายรำแล้ว"
ชีฟกำหนดออร่าขอบเขตสกิล ก่อนจะเอามือทาบลงบนพื้นดิน ต้นข้าวทั้งยี่สิบไร่งอกออกมาจากเมล็ด ก่อนจะเจริญเติบโตกลายเป็นต้นอ่อน แล้วโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นต้นข้าวสีเหลืองทองที่พร้อมจะเก็บเกี่ยว
อีฟทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย
"ไม่ร่ายรำแล้วเหรอ"
ชีฟเอามือวางแหมะลงบนหัวยัยน้องสาวช่างพูด แล้วพูดออกมาหนึ่งคำ
"เหนื่อย"
จากนั้นก็หันไปหาผู้เป็นแม่
"แม่ ชีฟฝากเรื่องให้รถมาเกี่ยวข้าวทีนะ"
ไพรินยิ้มให้
"ได้ลูก ปกติแม่ก็ทำเองอยู่แล้ว ลูกไปพักผ่อนเถอะ ที่เหลือแม่จัดการเอง"
ไพรินมองลูกชายที่เต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาท่วมตัวจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ก่อนจะเดินไปที่เถียงนาเพื่อนั่งรอให้รถมาเก็บเกี่ยวเอาข้าวไปขาย ที่จริงแล้วชีฟมีสกิลในการเก็บเกี่ยว แต่เขาได้ประเมินพลังของตัวเองเอาไว้แล้วว่าสามารถใช้ได้แค่ไหนต่อวัน
หลังจากชีฟกลับไปพักผ่อนในบ้าน ไพรินก็ยืนดูรถเก็บเกี่ยวอยู่กับอีฟ เพื่อรอรับเงินจากผลผลิตที่ได้ คนขับรถบรรทุกมองข้าวในรถบรรทุกด้วยสายตาอันแสนจะชื่นชม เพราะข้าวจากนาของไพรินนั้นไม่มีการล้มเปื้อนโคลนหรือชื้นแฉะเลยแม้แต่น้อย แถมเกี่ยวเพียงแค่ไร่เดียวน้ำหนักที่ได้ก็เกินหนึ่งตันขึ้นมาแล้ว
ผลการขายข้าวในวันนี้ไพรินได้เงินที่หักค่าเก็บเกี่ยวกับค่าลากแล้วถึงสามแสนกว่าบาท ถ้าตามที่ลูกชายเธอบอกพรุ่งนี้เขาจะทำแบบนี้ได้อีกครั้ง ซึ่งมันจะนำความสุขสบายมาให้แก่ครอบครัวของเธอได้อย่างแน่นอน ไพรินยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เธอกำลังร้องไห้ออกมาอย่างมีความสุข
หัวหน้างานที่คุมการเก็บเกี่ยวและลากข้าวไปขายเดินเข้ามาหาไพริน
"เอ่อพรุ่งนี้ให้พวกผมมาอีกใช่มั้ย"
"ใช่จ้ะ มาอีกได้เลย เดี๋ยวเรามีข้าวให้เกี่ยวแน่นอน"
หัวหน้างานพยักหน้าอย่างดีใจ เพราะเขากำลังจะได้ค่าจ้างเพิ่ม
"ได้ครับได้ครับ"
หัวหน้างานรับคำแล้วเดินจากไป ก่อนจะไปทำงานของเจ้าอื่นที่รับไว้ต่อ
ไพรินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีฟสะกิดเรียก
"แม่ หนูง่วงแล้ว"
สาวน้อยช่างถามมีท่าทีงัวเงียอย่างเห็นได้ชัด ด้วยกว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วลากไปขายเสร็จมันก็ค่ำมากแล้ว ไพรินอุ้มสาวน้อยขึ้นมา แล้วพากลับบ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้นชีฟก็ทำแบบเดิม แต่มีจุดต่างเพียงเล็กน้อยตรงที่ตอข้าวที่เหลือจากการเกี่ยวนั้นได้ถูกพรวนไปด้วย ส่วนที่เหลือเขาก็ทำแบบเดิม หว่านเมล็ด รดน้ำ เพิ่มพูนสารอาหาร และตกเย็นก็เร่งโตเกี่ยวเอาไปขาย เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำในทุกวันโดยมีอีฟกระโดดเชียร์อยู่ข้าง ๆ ไม่มีเบื่อ จนในที่สุด ลานรับซื้อข้าวก็ปิดตัวลงเมื่อหมดฤดูในวันที่สิบห้าธันวาคม
เช้าวันที่สิบหก ชีฟนำเงินสดที่เก็บสะสมไว้ออกมานั่งนับ และกองไว้ตรงหน้า ก่อนจะตาโตออกมาเมื่อนับครบ
"โห ยี่สิบกว่าล้านแนะแม่"
อีฟทำตาโตเลียนแบบพี่ชายแล้วจ้องมองกองเงิน
"โห"
ชีฟกวาดแบงก์พันมากองตรงหน้าตัวเอง
"อืม ไหนดูสิตอนนี้เรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง"
ชีฟนับเงินขึ้นมาก่อนจะจัดสรรเป็นกองเล็ก ๆ ตามรายการที่เขาร่ายออกมา
"อันนี้ค่ารถคันใหม่ ค่าคอมพิวเตอร์ ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้ง่ายจิปาถะ ค่าขนมน้องกิ๊ก ค่าเทอมน้องหมวย ค่าหอน้องอ้อย ค่านู่น ค่านั่น ค่านี่ บลา ๆๆๆ"
เมื่อนับเสร็จ ก็เหลือแบงก์พันใบเดียวในมือ
"อ่ะ อันนี้ชีฟให้แม่"
ไพรินคิ้วกระตุกกึก ๆ ในความกวนประสาทของลูกชาย ก่อนจะยกกำปั้นขวาแล้วเขกลงไปที่กลางกระบาลดังโป๊ก
ชีฟเอามือกุมหัวแล้วลงไปนอนดิ้นกับพื้นบ้าน
"อ๊าก มันเจ็บนะแม่"
ผู้เป็นแม่ไม่สนใจก่อนจะหันไปโกยเอาเงินที่ลูกชายมันกองไว้เป็นกอง ๆ มาใส่ถุง
"อีฟ ช่วยแม่เก็บเร็ว เดี๋ยวพี่ชายนิสัยไม่ดีของลูกมันจะเอาไปใช้หมด"
อีฟช่วยแม่เก็บกองเงินใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่พร้อมกับพึมพำไปด้วย
"เก็บเงินเก็บเงิน"