webnovel

0116 เสียงหัวเราะอันน่าหวาดกลัว

ตอนที่ 116 เสียงหัวเราะอันน่าหวาดกลัว 

ขณะที่หอกยาวทะลวงเข้าใส่อากาศที่ว่างเปล่า สีหน้าของหลี่ฉางอันก็หม่นทะมึนลง ในหัวใจของเขาตระหนักชัดถึงความรู้สึกไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้น 

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ บังเกิดอาการปวดแปลบที่รุนแรงจากบริเวณด้านหลังของเขา 

หลี่ฉางอันคำรามก้อง หอกยาวสะบัดม้วนกรีดผ่านอากาศ และจ้วงแทงกลับไปยังเบื้องหลัง 

ทว่ามันกลับพบแค่เพียงอากาศที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งผู้ใด 

เขาเอื้อมมือออกไปแตะบนแผ่นหลัง และสัมผัสได้ถึงเลือดชุ่มฉ่ำ 

แล้วไอ้สารเลวนั่นมันหายไปไหนกัน? 

จิตสัมผัสเทวะถูกกวาดออกไป มันบอกกล่าวแก่เขาอย่างชัดแจ้งว่าไอ้สารเลวที่ว่านั่นอยู่เบื้องหลังเขาใกล้ๆ นี่เอง แถมยังอยู่ในระยะโจมตีอีกด้วย 

“จับได้แล้ว!” เขาตะคอก 

อย่างไรก็ตาม มันกลับสายเกินไปที่จะเอี้ยวตัวกลับ เมื่อเอี้ยวกลับมาแล้ว เขาก็พบเพียงอาการบาดเจ็บที่รุนแรงอีกระลอกบนแผ่นหลัง 

บาดเจ็บจากคมดาบ 

หลี่ฉางอันขณะนี้แลดูราวกับพยัคฆ์ที่คลุ้มคลั่ง หอกยาวถูกจ้วงและร่ายระบำออกไปกว่าเจ็ดพันเจ็ดร้อยสี่สิบเก้าเพลง และทั้งหมดล้วนเป็นเพลงหอกชั้นสูงทั้งสิ้น 

นี่เป็นเทคนิคหอกที่ถูกส่งผ่านมาจากน้อมสวรรค์ซวนหยวน หลี่ฉางอันจำต้องฝึกปรือมันกว่าสองปีเขาจึงจะก้าวขึ้นมาถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ดังเช่นในตอนนี้ได้ มันถูกตระเตรียมมาโดยเฉพาะ เพื่อเผยออกทั้งหนึ่งหมื่นเพลง สร้างชื่อเสียงแก่เขาในวันนี้ 

ทว่าเขาได้ร่ายรำมาเกินกว่าครึ่งทางแล้ว คมหอกกลับยังไม่ถูกตัวอีกฝ่ายเลย ขณะที่แผ่นหลังของเขาโดยไปหลายสิบดาบแล้ว 

“ถ้าเจ้าแน่จริงก็ออกมาสู้กับข้าตรงๆ สิ!” 

หลี่ฉางอันแทบจะคลั่งไปแล้ว 

ยามนี้ฝูงชนทำได้เพียงแค่รับชม มิอาจเอ่ยกล่าวความคิดในจิตใจออกมาได้ 

เนื่องเพราะมันน่าตกตะลึงเกินกว่าที่จะกล่าวบรรยายสำหรับการต่อสู้ที่บังเกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้ 

นับตั้งแต่หลี่ฉางอันเริ่มใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่สอง กู่ฉิงซานก็กระโดดข้ามหัวมาอยู่เบื้องหลังเขา และยืนอยู่ทั้งๆอย่างนั้นตลอดเวลา 

เมื่อใดก็ตามที่หลี่ฉางอันขยับขาวูบไหว เขาก็จะเคลื่อนกายตาม หลี่ฉางอันก้าวไปข้างหน้า กู่ฉิงซานก็จะก้าวตามไป หลี่ฉางอันเอี้ยวตัวหันมาข้างหลัง กู่ฉิงซานก็จะเอี้ยวตัวตาม หากหลี่ฉางอันหยุด เขาก็จะหยุดด้วย 

ระยะห่างระหว่างทั้งสองไม่เปลี่ยนแปลงและยังคงเดิมเสมอต้นเสมอปลาย ตำแหน่งของพวกเขาไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย 

กู่ฉิงซานบัดนี้เปรียบดั่งเงาที่ตามติดเขาไปทุกที่ 

ฉากนี้แม้จะดูตลก ทว่ามันกลับน่าหวาดกลัวยิ่งกว่า 

หลังจากกระบวนท่าที่สอง หลี่ฉางอันก็มิอาจเห็นแม้กระทั่งเงาหัวของกู่ฉิงซานอีกเลย และกู่ฉิงซานที่ตามติดอยู่เบื้องหลังเขาดั่งวิญญาณพยาบาท ก็คอยฉวยโอกาสสับดาบลงบนแผ่นหลังของเขาเสมอ 

เพื่อให้บรรลุการกระทำเช่นนี้ได้ จำต้องมีความสามารถในการคาดการณ์การต่อสู้ที่เหนือชั้นและต้องห้ามพลาดพลั้งในการตัดสินใจ 

ผิดพลั้งแม้เพียงหนึ่ง นั่นเท่ากับผิดพลั้งทั้งกระบวนการ และจะไม่อาจบรรลุผลเฉกเช่นดังกล่าวนี้ได้ 

รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายอยู่เบื้องหลัง ทว่าพอหันไปกลับไม่พบเจอ แถมยังได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง...หลี่ฉางอันตอนนี้เป็นบ้าไปแล้ว! 

“ออกไป! ออกไปจากตัวฉันซะ!”  

เขากวัดแกว่งหอกอีกหลายระลอกจนมันเกิดเป็นภาพติดตาม ทว่าเมื่อหลี่ฉางอันหยุดพักหายใจ กู่ฉิงซานก็สับสะบั้นลงบนแผ่นหลังของเขาทันที 

“ว๊าก!” 

หลี่ฉางอันควงหอกและม้วนแทงมันกลับไปยังเบื้องหลังของเขาอีกครั้ง 

ทว่าก็ยังไม่ปรากฏเสียงปะทะ เสียงกล่าว หรือสรรพเสียงใดๆ เลย ทั้งๆ ที่กระบวนท่าของเขามันไม่สมควรจะผิดพลาด! 

อีกฝ่ายราวกับไม่มีตัวตนอยู่จริงไม่ ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาหยุด เขาก็จะถูกสับตีด้วยคมดาบอย่างแรง 

เมื่อต้องตกอยู่ภายใต้ความเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ หลี่ฉางอันก็กระโจนขึ้น ใช้ออกด้วยเทคนิคหอกที่ทรงพลังออกไปอย่างคลุ้มคลั่ง 

หยุดหายใจ สูดลมเข้าปอดก็ถูกสับ ใช้ออกด้วยเพลงหอกก็หาอีกฝ่ายไม่เจอ พอหยุดหายใจอีกรอบก็โดนสับอีก เป็นเช่นนี้วนเวียนไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สุดสิ้น 

ผู้ฝึกยุทธที่กำลังเฝ้ามอง บังเกิดความรู้สึกเย็นเยียบจากฝ่าเท้าเบื้องล่าง ลุกลามขึ้นมาจนถึงแผ่นหลัง 

ผู้นำนิกายเทียนจีถอนหายใจและกล่าว “เดิมทีนักปราชญ์ไป่ฮั่วไม่ยอมรับผู้ใดเข้ามาเป็นสาวกได้โดยง่าย แต่สำหรับเจ้าเด็กนี่ ไม่น่าแปลกใจเลย” 

ผู้นำนิกายหวังเจี้ยนที่แทบจะไม่ออกปากกล่าวเลย ถึงขั้นพูดออกมา “รุ่นเยาว์จะก้าวข้ามผ่านพวกเราไปเมื่อไหร่ก็คงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น” 

บนจัตุรัส กู่ฉิงซานยังคงตามติดอยู่เบื้องหลังของหลี่ฉางอัน ทำตัวเป็นวิญญาณที่มาเฝ้าคอยทวงส่วนบุญอย่างเงียบๆ 

ไม่ว่าหลี่ฉางอันจะทำสิ่งใด ใช้ออกด้วยกระบวนท่ารุนแรงเพียงไหน เขาก็ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของกู่ฉิงซาน 

อาการบาดเจ็บบริเวณแผ่นหลังเริ่มลุกลามขึ้นเรื่อยๆ จนขณะนี้หลี่ฉางอันได้กลายเป็นมนุษย์ฉ่ำเลือดไปแล้ว 

หลี่ฉางอันราวกับตกอยู่ในฝันร้ายอันไร้ที่สิ้นสุดและไม่อาจลุกขึ้นตื่นได้ แม้กระทั่งจิตแห่งเต๋าของเขาก็เริ่มจะไม่มั่นคงแล้ว 

เขาทำได้เพียงขบฟันฝืนทน และกล่าวผ่านไปยังเบื้องหลัง “เจ้าถือว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถสูงส่งจริงๆ มันจะดีกว่าไหมหากพวกเราหยุดลงเพียงเท่านี้” 

ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ 

คำตอบที่ได้กลับกลายเป็นความรู้สึกเจ็บแปลบไปถึงไขกระดูก สับสะบั้นลงโดยคมดาบอีกเล่ม 

เจ้าสารเลวที่มันมารร้ายในคราบมนุษย์ชัดๆ! 

หลี่ฉางอันอดรนทนต่อไปไม่ไหว เขาตะโกนกล่าว “ก็ได้! ถ้าเจ้าอยากจะตายนัก อย่าตำหนิข้าก็แล้วกัน!” 

ระหว่างกล่าว เขาก็ตบลงไปในถุงสัมภาระ คว้าจับยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นมาในมือ 

นี่คือยันต์อัญเชิญหงส์เพลิงเทวะของน้อมสวรรค์ซวนหยวน 

และด้วยยันต์อัญเชิญหงส์เพลิงเทวะนี้  มันไม่ใช่สิ่งที่กู่ฉิงซานในปัจจุบันจะสามารถรับมือได้ 

การที่หลี่ฉางอันหยิบยันต์แผ่นนี้ออกมา บ่งบอกถึงความหมายได้อย่างชัดเจนว่า เขาไม่สนเรื่องหน้าตา ศักดิ์ศรี หรือเรื่องแพ้ชนะแล้ว 

บนเวทีคัดสรรศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับใช้ออกด้วยยันต์เทวะของนักปราชญ์เช่นนี้ นี่เท่ากับว่าละเมิดกฎการทดสอบประจำปีที่มีมายาวนานหลายพันปี! 

นี่จะทำให้ชื่อเสียงของเขาย่อยยับลงโดยสมบูรณ์ ทว่าดูเหมือนหลี่ฉางอันจะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่แล้ว เขาคงไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะมาสนใจเกี่ยวกับชื่อเสียงของตนอีก 

พลังวิญญาณในตันเถียนของหลี่ฉางอันกระตุ้นออก และยันต์เทวะสว่างไสวขึ้นในทันที 

บนยันต์เทวะ ปรากฏบางส่วนที่สามารถเห็นได้อย่างรางๆ ค่อยๆ ขยายขึ้น มันคือร่างเงาของหงส์เพลิงที่กำลังจะก่อตัวขึ้นในไม่ช้า 

ฟันที่ขบแน่นของหลี่ฉางอันอ้าออก เอ่ยกล่าวพร้อมด้วยเลือดที่พรวดออกมา 

หงส์เพลิง ช่วยข้าเอาชีวิตเจ้าคนผู้นี้ที! 

ขณะที่กำลังเริ่มกระตุ้นพลังวิญญาณอย่างหนักหน่วง เขาก็ถูกฟาดฟันด้วยคมดาบอีกครั้ง 

แม้ครั้งนี้จะไม่ได้ฟันลงมาลึกอะไร ทว่าจู่ๆ หลี่ฉางอันก็กลับไม่อาจเขยื้อนร่างของตนได้เลยแม้แต่น้อย เขาราวกับกลับกลายเป็นเพียงทารก ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตัวเอง บังเกิดความปวดแปลบน้อยๆ จากทุกสัดส่วน กล้ามเนื้อกระตุกและหดเกร็ง 

เมื่อสูญเสียการควบคุมอย่างฉับพลัน ทั้งคนทั้งร่างก็ตกตะลึง ชะงักงันไปครู่หนึ่ง 

ไม่นะ นี่มันสายฟ้าเล่ยเดี๋ยน! 

หลี่ฉางอันกรีดร้องในจิตใจ ทว่าเช่นนี้ไม่ดีแน่ หากเขาไม่อาจควบคุมตันเถียนได้โดยตรงในเวลานี้ ก็จะไม่อาจควบคุมพลังวิญญาณที่ถูกกระตุ้นอยู่ได้เช่นกัน 

เขาจำเป็นต้องพึ่งพาพลังวิญญาณเพื่อผูกพันธะกับยันต์อัญเชิญหงส์เพลิงเทวะ ไม่อาจสูญเสียการควบคุมมันในตอนนี้ได้ 

หงส์เพลิงที่พึ่งปรากฏร่างออกมาหวีดร้องเสียงแหลม และจำต้องหดกลับเข้าไปในยันต์เทวะอีกครั้ง 

หนึ่งวินาทีต่อมา หลี่ฉางอันก็กลับมาควบคุมร่างกายของตนได้อีกครั้ง 

ทว่าหนึ่งวินาทีก็มากพอที่จะบังเกิดหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมาได้ 

มือที่คว้าจับยันต์อัญเชิญหงส์เพลิงเทวะถูกทิ่มทะลวงโดยปลายดาบทะลุออกมาจากแผงอกของเขา! 

คมดาบนี้ทะลวงเสียดผ่านกระดูกสันหลัง มันเบี่ยงทิศทางพุ่งทะลวงออกมาทะลุหน้าอก และอยู่ห่างจากใต้หัวใจเพียงหนึ่งนิ้วเท่านั้น...นี่นับว่าเป็นตำแหน่งที่น่าหวั่นวิตกยิ่ง 

เลือดไหลหยดย้อย หยดแล้วหยดเล่าลงมาจากใบดาบ 

หลี่ฉางอันถูกตรึงอยู่กับที่ ไม่กล้าแม่เพียงขยับ 

เนื่องเพราะหากขยับแม้เพียงนิด ในกรณีนี้อาจเกิดการได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง และมันจะทำให้ทั้งคนทั้งร่างกลายเป็นผัก! 

และต่อให้กระดูกสันหลังไม่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าคมดาบมันอยู่เยื้องหัวใจออกไปเพียงนิด ตราบใดที่คมดาบเฉือนลงโดนหัวใจของเขา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หลี่ฉางอันก็จะถูกฆ่าตายในที่แห่งนี้ทันที 

ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานะ หญิงงาม ชื่อเสียง ขอบเขตวรยุทธ ชัยชนะและการพ่ายแพ้ใดๆ ล้วนเป็นเพียงเรื่องเด็กน้อยไปเลย  

หากเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย หลี่ฉางอันก็ได้ตระหนักถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด 

“ไม่นะ อย่าฆ่าข้า ข้าขอร้องล่ะโปรดอย่าฆ่าข้าเลย” เขาอ้อนวอน

“โห? นี่เจ้ากำลังร้องขอให้ข้าให้อภัยเจ้า?” เสียงของมารร้ายแทรกผ่านมาจากอากาศเบื้องหลัง 

“ถูกต้อง ข้าพลาดพลั้งไป ข้าร้องขอให้เจ้าให้อภัยข้าด้วย” 

กู่ฉิงซานจ้องมองเขา ดาบในมือยังคงกำแน่น “วาจาหยาบคายที่เจ้าเอ่ยออกมาก่อนหน้านี้ หากคิดร้องขออภัย ก่อนอื่นจงกล่าวขอโทษแก่ซิวซิวของเราเสียก่อน” 

ซิวซิว? 

แล้วซิวซิวนี่มันใครกัน? 

จิตใต้สำนึกของหลี่ฉางอันสั่งให้เขามองออกไปยังนอกเวที และตกลงบนร่างของสาวน้อยคนหนึ่ง 

บนใบหน้าของสาวน้อยอาบไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตากลมโตของเธอกำลังจ้องมองมาที่เขา 

“ซิวซิว ข้าขออภัยเจ้า ข้าทำผิดพลาดไป ข้าไม่สมควรกล่าวเช่นนั้น ในฐานะที่เจ้าเป็นเด็กและข้าอายุมากกว่า เจ้าจะต้องให้อภัยข้านะ” หลี่ฉางอันกล่าวอย่างไม่เต็มใจ 

“ฟังดูไม่จริงใจ” กู่ฉิงซานกล่าว 

เขาขยับดาบในมือเสียบลึกลงไปยิ่งกว่าเดิมเล็กน้อย 

“อั๊ก” หลี่ฉางอันคำรามต่ำด้วยความเจ็บปวด เหงื่อเย็นปกคลุมเต็มแผ่นหลังของเขา 

“เอาล่ะ มาเริ่มต้นกันใหม่ น้ำเสียงควรจะอ่อนโยน และทัศนคติก็สมควรจะจริงใจยิ่งกว่านี้” กู่ฉิงซานกล่าว 

“ซิวซิว...ข้าได้ทำพลาดพลั้งไป ร้องขอให้เจ้า...ช่วยยกโทษให้แก่ข้าด้วย” หลี่ฉางอันกล่าว 

“ศิษย์พี่…” ซิวซิวหันไปมองกู่ฉิงซาน 

“ซิวซิว” กู่ฉิงซานกล่าวกระตุ้นเตือน “เจ้าสารเลวนี่โดนศิษย์พี่ตรึงไว้ด้วยคมดาบ ไม่ว่าซิวซิวจะต้องการอะไรศิษย์พี่ของเจ้าก็จะทำตามที่ปรารถนา หากเจ้าอยากให้เขากลายเป็นศพ ศิษย์พี่ก็จะทำให้เขากลายเป็นศพเพื่อเจ้า” 

“จงฟังเสียงจากในจิตใจของเจ้า ไม่ว่าเสียงนั้นจะเอ่ยกล่าวอะไรออกมา ตราบใดที่มันทำให้เจ้ารู้สึกโล่งใจ ศิษย์พี่ก็สับสะบั้นแยกเขาออกเป็นสองส่วน โดยไม่เอ่ยถามแม้ครึ่งคำอย่างแน่นอน” 

กู่ฉิงซานขยับตัว คว้าจับถุงสัมภาระตรงเอวของหลี่ฉางอัน และโยนไปยังซิวซิว 

“เจ้าสิ่งนี้ใช้เป็นค่าชดเชยทางใจ เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?” กู่ฉิงซานเอ่ยถามหลี่ฉางอัน 

“ใช่ๆๆ มันเป็นของชดเชยทางใจให้แก่ซิวซิวตัวน้อย” 

หลี่ฉางอันฝืนยิ้มออกด้วยอย่างน่าเกลียด น่าเกลียดยิ่งกว่าตอนที่เขาถูกทิ่มแทงด้วยความเจ็บปวดเสียอีก เพราะสิ่งของล้ำค่าของเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในถุงสัมภาระใบนั้น 

ซิวซิวหยิบถุงสัมภาระขึ้นมา เธอลังเลเล็กน้อยก่อนจะโยนมันกลับไปบนเวทีจัตุรัส 

“เกิดอะไรขึ้น? เจ้าไม่จำเป็นต้องสุภาพชนกับเขาเช่นนี้ก็ได้” กู่ฉิงซานกล่าว 

“เขาเป็นคนไม่ดี ดังนั้นทุกสิ่งที่เขามีก็สมควรจะไม่ใช่สิ่งที่ดีเช่นกัน ข้าไม่ต้องการ” ซิวซิวตอบด้วยความอึดอัด 

กู่ฉิงซานรู้สึกประหลาดใจ 

ซิวซิวนั้นกล่าวได้ว่าเป็นคนที่นางเซียนไป่ฮั่วชมชอบ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหาร หรือของจากทั่วทุกสารทิศของโลกแห่งผู้ฝึกยุทธก็ล้วนเป็นของชั้นหนึ่ง แต่สิ่งของๆ หลี่ฉางอัน เธอกลับดูไม่สนใจมันเลย 

“นี่มันไม่ง่ายเลยที่จะจัดการ” กู่ฉิงซานกล่าวอย่างยากลำบาก “หากกระทั่งค่าชดชเยก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดใช้ได้ เช่นนั้นหรือว่าจะให้ข้าฆ่าเขาเจ้าจึงจะสาแก่ใจ?” 

ปากเอ่ยกล่าวถึงการฆาตกรรมราวกับเป็นเรื่องปกติ อารมณ์ของกู่ฉิงซานไม่แปรปรวนเลยแม้แต่น้อย 

บ้าไปแล้ว...เจ้าหมอนี่มันบ้าไปแล้วแน่ๆ หลี่ฉางอันตื่นตระหนกสุดขีด ในหัวใจเริ่มสำนึกเสียใจที่ไปยั่วยุคนเช่นนี้ 

“เช่นนี้มัน…” ผู้นำนิกายหนึ่งเอ่ยอย่างลังเล เขากำลังพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง 

“เอ๋? นี่เป็นเรื่องระหว่างนิกายร้อยบุปผากับนิกายชิงหยุน ท่านต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยวกระนั้นหรือ?” กู่ฉิงซานกล่าวออกไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด 

ผู้นำนิกายคนนั้นหดตัวจนลีบ และแทรกกลับเข้าไปในฝูงชนทันที 

ผู้ฝึกยุทธรุ่นใหญ่ต่างพร้อมใจกันปิดปากเงียบ 

หากเป็นความขัดแย้งระหว่างศิษย์ของนักพรตเป่ยหยวนและน้อมสวรรค์ซวนหยวน พวกเขายังคงพอกล้ากล่าวกระตุ้นเตือนสักหนึ่งถึงสองคำ ทว่านี่กลับเป็นศิษย์ของนิกายร้อยบุปผา 

นางเซียนไป่ฮั่ว นั้นมีอารมณ์แปรปรวน หากเจ้ามิใช่นักปราชญ์ ทว่ากลับกล้าที่จะระรานทำให้นางไม่พึงใจในวันนี้ วันพรุ่งก่อนที่จะทันได้กล่าวอธิบาย เจ้าก็คงทำได้เพียงไปอธิบายหลังจากตายไปแล้วเท่านั้น 

กู่ฉิงซานขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมหยิบยันต์หงส์เพลิงเทวะ และโยนมันลงไปยังเบืองหน้าของซิวซิว 

“นี่คือสิ่งที่ใช้เรียกยันต์หงส์เพลิง มันเป็นของที่ดีทีเดียว นอกจากเจ้าจะสามารถเรียกมันมาเล่นด้วยกันได้แล้วยังนำมันไปแลกเปลี่ยนกับศิลาวิญญาณเอาไว้ซื้อขนมได้อีกด้วย” กู่ฉิงซานกล่าว 

ซิวซิวที่ก่อนหน้านี้พึ่งได้เห็นหงส์เพลิงไป ก็เกิดความสนใจขึ้นมา ยิ่งเมื่อได้ยินสิ่งที่ศิษย์พี่กล่าวแล้วนางจึงยื่นมือลงไปหยิบยันต์เทวะขึ้นมา 

และในที่สุดเธอก็เผยสีหน้าแห่งความปีติ 

กู่ฉิงซานเห็นเช่นนั้นก็ตบลงบนไหล่ของหลี่ฉางอันและกล่าว “ข้าไม่ขัดข้องใดๆ แล้วเจ้าเล่า” 

“ข้าก็ด้วย ข้าก็เช่นกัน” 

หลี่ฉางอันพยักหน้าซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะลอบถอนหายใจอย่างลับๆ ว่าในที่สุดวันนี้เขาก็รอดเสียที 

บัณฑิตที่เฉลียวจะไม่ต่อสู้กับสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าตัวเขาเป็นรอง หากรับประกันชีวิตตนเองในวันนี้ได้ ไว้ในภายภาคหน้า เขาค่อยคิดหาวิธีอื่นๆ สังหารคนผู้นี้ก็ได้ มิฉะนั้นแล้วตลอดช่วงชีวิตนี้คงมิแหงนหน้าเผชิญฟ้า ทำได้เพียงก้มหน้าเผชิญดินเป็นแน่ 

ในโลกเล็กๆ ใบนี้ สักวันหนึ่ง เขาจะต้องมีโอกาสได้พบเจอกับกู่ฉิงซานอีกครั้ง และเมื่อนั้นค่อยทำการลอบสังหารอีกฝ่ายลงก็ได้ 

หลี่ฉางอันลอบขบคิด ทว่าใบหน้าของเขากลับไม่เผยถึงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เลยแม้แต่น้อย 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ยินลมปากต่อมาของกู่ฉิงซาน ทั้งร่างเขาก็ต้องสั่นสะท้าน “แต่หากข้าปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปในวันนี้ ภายภาคหน้าคงมีผู้อื่นที่กล้าหมิ่นเกียรติของนิกายร้อยบุปผาอีก และนั่นจะทำให้ชื่อเสียงในระยะยาวของนิกายเราจะเกิดปัญหาได้”

“ดังนั้นความตั้งใจในปัจจุบันนี้ของข้าก็คือ สังหารเจ้า เชือดไก่ให้ลิงดู เป็นตัวอย่าง” 

สถานการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลี่ฉางอันแทบหมดสิ้นสติ ตะโกนกล่าวออกไป “ข้าพลาดพลั้งไปแล้ว ข้าไม่ควรหมิ่นเกียรตินิกายร้อยบุปผา ข้าขอสาบ...” 

กู่ฉิงซานแท้จริงแล้วดูจะไม่ใส่ใจกับอีกฝ่ายเลย เขาเอ่ยขัด “ดังนั้นเจ้าจึงต้องตาย หากเจ้าตาย ทุกคนจะได้ตระหนักรู้ ว่าการใช้วาจาสาดน้ำสกปรกใส่นิกายร้อยบุปผา จะพบเจอกับชะตากรรมเช่นใด” 

หลี่ฉางอันกรีดร้องลั่น “ช้าก่อน! ท่านอาจารย์ของข้าคือท่านซวนหยวนนะ” 

“เหตุใดข้าจะต้องใส่ใจด้วยว่าอาจารย์ของเจ้าเป็นใคร” กู่ฉิงซานกล่าวอย่างใจเย็น 

กล่าวจบ เขาก็ชักดาบยาวออกจากหน้าอกของอีกฝ่าย 

ร่างดังกล่าวร่วงตกลงมายังเบื้องหน้า ขณะที่เหนือลำคอขึ้นไปลอยเคว้งราวกับแมลงวันไร้หัว การแสดงออกบนใบหน้ายังคงพาดผ่าน 

หัวของหลี่ฉางอันร่วงตกลงมา ก่อนจะกลิ้งหลายตลบและหยุดลงบริเวณหัวมุมจัตุรัสมุมหนึ่ง

 เห็นแค่เพียงใบหน้าของเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยความสยองขวัญ ปากยังคงเปิดอ้า ราวกับยังต้องการจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อโน้มน้าวกู่ฉิงซานอีกครั้ง 

กู่ฉิงซานมองไปยังส่วนหัวที่แยกจากลำตัวของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง และเอ่ยด้วยความจริงใจ “หากในชาติหน้า เจ้ากล้าที่จะเอ่ยวาจาสาดน้ำสกปรกใส่ผู้อื่นอีก ก็ขอให้พิจารณาถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายก่อนเป็นอันดับแรก” 

กล่าวจบ ดาบพิภพก็ถูกเก็บกลับคืน พร้อมด้วยเจ้าของเสียงที่กระโจนออกจากเวทีจัตุรัสไป

………………………………….