หลังจากที่หลงอี้หลิงได้อุ้มฟ่งหลันหลั่นกลับไปยังห้องพักของเขา นกพิราบสื่อสารสีขาวตัวหนึ่งก็ได้โฉบบินออกจากหน้าต่างบานใหญ่ของห้องนอนแม่ทัพหนุ่มทันที
เรือนหลงหลิง
ด้านจางเก่อและเข่อลั่ว ที่ไม่ได้ติดตามผู้เป็นนายไปยังเรือนสกุลหลง เพราะถูกสั่งให้ไปสืบหาและตามจับตัวกลุ่มชายชุดดำที่ลอบซุ่มโจมตีฟ่งหลันหลั่นกับหยวนจูวเย่ที่ศาลานักพเนจร
ในขณะที่นายกองทั้งสองคนกำลังยืนรอผู้เป็นนายและสาวใช้กลับบ้านอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ของเรือนหลงหลิง จู่ ๆ นกพิราบสื่อสารก็บินข้ามหลังคาร่อนลงมาหาทั้งสองคน
จางเก่อจึงได้ชูแขนขึ้น พิราบสื่อสารก็เกาะลงบนท่อนแขนของเขาอย่างคุ้นเคย สายตาของนายกองทั้งสองก็พลันเหลือบมองไปเห็นม้วนกระดาษสีน้ำตาลเล็ก ๆ ผูกติดอยู่ตรงขาของเจ้านกน้อย พวกเขามองหน้ากันอย่างสงสัย
จางเก่อแกะม้วนกระดาษออกจากขาของเจ้านก จากนั้นก็ส่งตัวมันให้เข่อลั่วถือต่อ
เมื่อม้วนกระดาษถูกเปิดออก และพอทั้งคู่ได้อ่านข้อความของสารด้านในเรียบร้อย พวกเขาก็เผยสีหน้ากังวลใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
จางเก่อหันไปกล่าวกับสหายสนิทด้วยสีหน้าจริงจัง
"เข่อลั่ว เจ้ารีบไปหาท่านหมอผู้นั้นและพาเขาไปหานายน้อยที่เรือนสกุลหลงให้เร็วที่สุด ระวังอย่าให้บ่าวไพร่และคนในเรือนเห็นเข้าล่ะ มิเช่นนั้นจะเกิดเรื่องวุ่นวายกันไปใหญ่"
"ได้! แล้วเจ้าล่ะ ?" เข่อลั่วขานรับอย่างมั่นเหมาะและถามกลับด้วยความอยากรู้
"ข้าต้องไปที่ภัตตาคารเกา เพื่อตรวจสอบเรื่องบางอย่างให้กับนายน้อย เสร็จแล้วข้าจะรีบตามไปสมทบที่เรือนสกุลหลงทันที"
หลังจากที่นายกองทั้งสองหนุ่มสื่อสารกันเรียบร้อย พวกเขาต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนอย่างไม่รอช้า
เรือนสกุลหลง
หลงอี้หลิงนั่งอยู่ข้างขอบเตียงนอนผืนใหญ่ภายในห้องพักของเขา สายตาจับจ้องมองสตรีน้อย ซึ่งนอนหมดสติอยู่บนเตียงผืนนั้น
ดวงหน้างามซีดขาวไร้สีสัน ริมฝีปากเริ่มม่วงคล้ำ ลมหายใจเข้าออกเริ่มผิดจังหวะ
"เยี่ยชิงเซียว เจ้าใส่อะไรลงไปในขนมหวานกันแน่ คนของข้าถึงได้มีอาการแย่ขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ข้ากับคนอื่น ๆ ก็ได้กินขนมหวานพวกนั้นเช่นกัน แต่กลับไม่มีใครเป็นอะไร หากไม่เป็นห่วงความรู้สึกของท่านย่า เพราะกลัวว่าท่านจะตื่นตระหนกตกใจจนล้มป่วย ข้าจะไม่มีทางปล่อยให้เจ้ามีโอกาสเดินลอยหน้าลอยตาย่างเท้าออกไปจากเรือนสกุลหลงได้แม้แต่ก้าวเดียว ถึงแม้เจ้าจะเป็นธิดาของเยี่ยอ๋อง ก็ไม่มีข้อละเว้น"
เสียงทุ้มของเขามีร่องรอยการสะกดกลั้นอารมณ์ ดวงตาสีนิลคู่นั้นลุกวาวอย่างน่ากลัว
ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูเบา ๆ ตามมาด้วยเสียงเรียกของเข่อลั่วดังลอดเข้ามาภายในห้องของแม่ทัพหนุ่ม
"นายน้อย ข้าพาท่านหมอมาถึงแล้วขอรับ"
แม่ทัพหนุ่มได้ยินเสียงเข่อลั่ว เขาก็ลุกพรวดขึ้นยืนและเดินตรงดิ่งไปเปิดประตูให้กับทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว
เขาไม่รอช้ารีบเชิญท่านหมอ ผู้ที่เคยรักษาอาการบาดเจ็บให้กับฟ่ง-หลันหลั่นในครั้งก่อน เข้าไปด้านในห้องพักของตนทันที
"ท่านหมอเชิญด้านใน"
สีหน้าตึงเครียดของแม่ทัพหนุ่มที่เผยออกมาบนใบหน้าอันหล่อเหลา ทำให้บุรุษทั้งสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูไม่ถามสิ่งใด
ท่านหมอพยักหน้ารับคำ จากนั้นก็รุดฝีเท้าเดินเข้าไปในห้องอย่างรู้หน้าที่ และพอได้เห็นสีหน้าของสตรีน้อยซึ่งนอนหมดสติอยู่บนเตียงนอน เขาก็รีบนั่งลงตรงเก้าอี้หัวตัดที่ตั้งวางอยู่ข้างเตียง พร้อมกับวางปลายนิ้วแตะลงไปยังจุดชีพจรตรงข้อมือน้อยนั้นทันที
ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจท่านหมอก็เผยสีหน้าไม่สู้ดีออกมาอย่างชัดเจน พลางละมือจากผู้ป่วยและหันหน้ากลับมายังแม่ทัพหนุ่ม ซึ่งเขากำลังยืนรอฟังอยู่ข้าง ๆ อย่างร้อนใจ
"เป็นยังไงบ้างท่านหมอ นางถูกวางยาพิษใช่หรือไม่"
แม่ทัพหนุ่มถามขึ้นเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ต้องการคำยืนยันจากท่านหมอเพื่อให้แน่ใจเท่านั้น
ท่านหมอพยักหน้ารับและเผยสีหน้ากังวลใจยิ่งกว่าทุกครั้ง
"ตอนนี้ลมปราณด้านในและตำแหน่งของหยินและหยางภายในกายของแม่นางน้อยผู้นี้สับสนและปั่นป่วนมาก และเป็นจริงอย่างที่ท่านแม่ทัพสงสัย ทว่า..." ท่านหมอกล่าวได้เพียงไม่กี่คำก็หยุดชะงักไป และดูมีท่าทีกระอักกระอ่วนใจในการตอบคำถามนี้มาก
แม่ทัพหนุ่มเห็นปฏิกิริยาของท่านหมอที่แสดงออกมา เขายิ่งเป็นกังวลในความปลอดภัยของฟ่งหลันหลั่น
"ทว่า...ครั้งนี้มันดูรุนแรงและต่างไปจากพิษอื่น ๆ ที่ท่านเคยตรวจพบก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ ร่างกายของนางถึงได้แสดงอาการออกมาชัดเจนขนาดนี้"
แม่ทัพหนุ่มดูมีความร้อนใจในถ้อยคำที่กล่าวออกมานี้ยิ่งนัก
เฮ้อ...ท่านหมอถอนหายใจยาวดังแรงขึ้นอย่างอ่อนใจ
"สิ่งที่ท่านแม่ทัพกล่าวมาถูกเพียงครึ่งเดียวขอรับ ว่าแต่ท่านแม่ทัพได้เก็บตัวอย่างของอาหารที่แม่นางน้อยกินเข้าไปไว้หรือไม่ ข้าคงต้องขอตรวจสอบก่อน ถึงจะให้คำตอบท่านได้"
หลงอี้หลิงพยักหน้า จากนั้นก็หยิบบางอย่างออกมาจากตัวเสื้อด้านในส่งยื่นให้กับท่านหมอ ซึ่งเป็นผ้าสีขาวเล็ก ๆ ผืนหนึ่งและห่อหุ้มบางอย่างเอาข้างใน
ท่านหมอรับห่อผ้าสีขาวนั้นมาจากมือแม่ทัพหนุ่มได้ เขารีบเปิดออกและสำรวจของด้านในด้วยการนำขึ้นมาดมใกล้ แต่ก็ไม่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
"ขนมหวานนั่น ข้ากับคนอื่น ๆ เองก็ได้กิน แถมปริมาณที่กินเข้าไปก็ยังเยอะกว่านางด้วย แต่กลับไม่มีใครดูผิดปกติ ข้าเลยไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะสิ่งนี้ไหม" หลงอี้หลิงให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับท่านหมออย่างละเอียด
ท่านหมอได้ฟัง เขาจึงนำเข็มเงินที่เตรียมมาปักลงไปบนขนมชิ้นนั้น และพอถอนเข็มเงินขึ้นมาดู ทั้งสามคนในห้องนั้นก็เห็นว่าเข็มเงินเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างชัดเจน
"ในขนมนั้นมียาพิษจริง ๆ ด้วยขอรับ"
เข่อลั่วโพล่งเสียงดังขึ้นด้วยความตกใจอย่างลืมตัว จนแม่ทัพหนุ่มต้องหันกลับไปทางเขาและทำสายตาดุลูกน้องทันที
"ข้าไม่รับปากว่าจะช่วยแม่นางน้อยได้หรือไม่ แต่ข้าจะพยายามขอรับ" ท่านหมอกล่าวขึ้นเบา ๆ อย่างไม่ค่อยเต็มเสียงมากนัก
หลังจากนั้นท่านหมอจึงได้เริ่มทำการรักษาให้กับฟ่งหลันหลั่น โดยแม่ทัพหนุ่มคอยยืนเฝ้าดูอยู่ไม่ห่างไปไหนไกล
ส่วนเข่อลั่วก็ออกไปยืนเฝ้าอยู่ตรงประตูหน้าห้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามารบกวนการรักษาของท่านหมอ
ท่านหมอเฒ่าเลือกใช้วิธีการรักษาด้วยการฝังเข็มลงไปบนร่างกายของคนป่วย เพื่อหวังที่จะกระตุ้นพลังปราณและช่วยปรับตำแหน่งของหยินและ หยาง ในร่างกายของสตรีน้อยให้กลับมาสมดุล จากนั้นร่างกายจะขับพิษนั้นออกมาทางเหงื่อได้เอง แต่เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งชั่วยาม พวกเขาก็ยังไม่เห็นว่านางมีสีหน้าดีขึ้นเลยสักนิด
ท่านหมอเก็บอุปกรณ์รักษากลับเข้าใส่ห่อผ้าของเขาดังเดิม
หลงอี้หลิงเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเป็นห่วงและกังวลหนักใจขึ้น
"ขอท่านหมอได้โปรดช่วยรักษานางด้วย หากท่านต้องการตัวยาสมุนไพรชนิดไหนหรือต้องการสิ่งใดเพิ่ม ท่านบอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ข้าจะสั่งให้คนรีบไปจัดหามาให้ท่านทันที"
ครั้งนี้ท่านหมอไม่ได้พยักหน้าตอบรับคำของแม่ทัพหนุ่มเหมือนทุกที เขาเพียงส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจและเผยสีหน้าหมดหวัง
"ขอเรียนแม่ทัพตามความจริง พิษที่แม่นางน้อยผู้นี้ได้รับเข้าไปในร่างกายครั้งนี้ น่าจะเป็นพิษชนิดเดียวกันกับที่ฝังลึกอยู่ในตัวของแม่นางอยู่ก่อนแล้ว และดูเหมือนว่ามันจะเข้าไปกระตุ้นให้พิษนั้นตื่นตัวขึ้นมา จนทำให้ร่างกายของนางมีอาการหนักอย่างที่เห็น ข้าน้อยจนปัญญาที่จะช่วยรักษานางจริง ๆ"
ท่านหมอตอบด้วยสีหน้าทุกข์ใจ เพราะการที่คนเป็นหมอไม่สามารถช่วยเหลือคนไข้ของเขาได้ มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจยิ่งนัก
แม่ทัพหนุ่มได้ฟังเช่นนั้น เขาถึงกับสีหน้าเปลี่ยน และหันไปมองสตรีน้อยบนเตียงนอนด้วยสายตาเป็นห่วงจับใจ สองมือกำหมัดแน่น
"ไม่มีวิธีใดที่สามารถช่วยถอนพิษให้นางจริง ๆ อย่างนั้นหรือ ถ้าท่านหมอพอคิดสิ่งใดออกได้โปรดช่วยบอกข้าเถิด ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ข้ายินดีทำตามทุกอย่าง"
แม่ทัพหนุ่มกล่าววิงวอนขอร้องท่านหมอด้วยแววตาหนักแน่น จริงจัง
เฮ้อ...ท่านหมอถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง
"มันก็พอจะมีอยู่อีกหนึ่งวิธีหนึ่ง แต่ข้าไม่มั่นใจว่าวิธีนั้นจะช่วยได้หรือไม่ เพราะมันเป็นเพียงการคาดเดาของหมอรุ่นก่อน ๆ ที่บอกเล่าต่อกันมา แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดเคยทดลองมาก่อน"
ท่านหมอกล่าวกับแม่ทัพหนุ่มอย่างไม่ค่อยมั่นใจ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยทดสอบวิธีการถอนพิษในรูปแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
หลงอี้หลิงดูมีความหวังกับคำกล่าวนี้ของท่านหมอ และเขาจำเป็นที่จะต้องแสดงเจตจำนงให้อีกฝ่ายเห็นอย่างชัดเจนว่า หากรักษาคนไม่สำเร็จ เขาก็จะไม่มีความผิดใด ๆ เพราะหากไม่กล่าวเช่นนั้นออกไป เกรงว่าหมอเฒ่าผู้นี้คงจะไม่กล้าบอกวิธีอย่างแน่นอน
"ท่านหมอได้โปรดบอกมาได้เลย ข้ายินดีที่จะลองทำทุกวิธีตามคำแนะนำของท่าน หากเกิดเรื่องอันใดผิดพลาดขึ้นมาหรือช่วยคนไม่สำเร็จ ข้ารับปากว่าจะไม่ถือโทษต่อท่านอย่างแน่นอน"
เมื่อได้ฟังการยืนยันหนักแน่นจากแม่ทัพหนุ่มเช่นนั้น ท่านหมอเฒ่าก็ดูมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากที่รู้สึกเครียดและกดดันมาพักใหญ่
"ข้าได้ตรวจดูจุดชีพจรของแม่นางผู้นี้แล้ว และพบว่าบุปผางามดอกนี้ยังคงความบริสุทธิ์ไร้การแตะต้องและสัมผัสจากมือของบุรุษใดมาก่อน ดังนั้น..." ท่านหมอกล่าวร่ายยาวมาได้เกือบจบประโยค เขาก็หยุดชะงักไป และดูมีท่าทีอ้ำอึ้งไม่มั่นใจ
'นางพูดจริงอย่างนั้นหรือ นี่ข้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดผิดไปเองคนเดียวมาตั้งแต่ต้นจริง ๆ สินะ ข้ากับนางยังไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งใด ๆ เกี่ยวข้องกัน'
หลงอี้หลิงรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันใด และเผลอรอยยิ้มเล็ก ๆ ตรงมุมปาก
"เชิญท่านหมอกล่าวต่อได้เลย"
"เจ้าของเรือนร่างอรชรที่กำลังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงผืนนั้น จะต้องถูกปรับพลังลมปราณด้านในให้กลับมาคงที่และต้องแก้ไขตำแหน่งของหยินและหยางให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง" ท่านหมอกล่าวเสริม
พอแม่ทัพหนุ่มได้ฟังท่านหมอกล่าวเช่นนั้น เขาก็คิดว่ามันน่าจะไม่ใช่วิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเสี่ยงอันตรายอะไร แต่ทำไมสีหน้าของท่านหมอถึงแสดงท่าทีอ้ำอึ้งและดูอึดอัดใจตลอดเวลาที่จะพูดออกมา
"เท่าที่ฟังจากท่านบอกมา ข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีความเสี่ยงอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด หากต้องการปรับลมปราณของธาตุทั้งห้าและตำแหน่งหยินและ หยางของนางให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง อาจจำเป็นต้องใช้พลังลมปราณของ คนอื่นที่มีพลังมากเพียงพอที่จะถ่ายเทพลังปราณให้กับนางได้ ตกลง! ข้าจะลองทำตามที่ท่านหมอแนะนำ"
ดูเหมือนว่าแม่ทัพหนุ่มจะด่วนสรุปความเข้าใจทุกอย่างไปเอง ทั้ง ๆ ที่ท่านหมอยังกล่าวไม่จบด้วยซ้ำไป
"จะว่ายากมันก็ไม่ยาก จะว่าง่ายมันก็ไม่ง่าย ปัญหามันติดอยู่นิดเดียว..." ท่านหมอยังคงกล่าวด้วยท่าทีอ้ำอึ้ง
"ปัญหาที่ว่านั่นคืออะไร ?"
หลงอี้หลิงไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านหมอพยายามสื่อสารออกมา เพราะถ้าเรื่องการปรับหรือถ่ายทอดโยกย้ายพลังปราณ เขาผู้ฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้วิธีการเป็นอย่างดี จึงไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาสำหรับเขา
"ขออภัยที่ข้าต้องถามตามตรง มิทราบว่าแม่นางน้อยผู้นี้เป็นอะไรกับท่านแม่ทัพงั้นหรือขอรับ ขอท่านได้โปรดตอบข้าตามความจริง มิฉะนั้นข้าน้อยคงไม่กล้าพูดสิ่งนั้นออกมาได้"
ครั้งนี้ดูสีหน้าของท่านหมอเฒ่าจะจริงจังกับคำถามมาก
"นางเป็นผู้มีพระคุณต่อคนสกุลหลงทุกคน ดังนั้นไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน ข้าก็จะต้องช่วยนางให้ได้ และคนสกุลหลงทุกคนมีหน้าที่ปกป้องและรับผิดชอบต่อชีวิตของนางด้วยเกียรติและชีวิตของพวกเรา"
หลงอี้ตอบคำถามของท่านหมออย่างไม่ต้องคิดไตร่ตรองนาน น้ำเสียงของเขาหนักแน่น แววตาเด็ดเดี่ยวจริงจัง
ท่านหมอเฒ่าได้ฟังคำตอบนั้น เขาก็เผยรอยยิ้มอย่างคลายกังวลลง และถอนหายใจยาวอีกครั้ง ก่อนจะยอมบอกวิธีถอนพิษนี้ให้กับแม่ทัพหนุ่ม
"หนาวเนื้อ ห่มเนื้อ จึงหายหนาว...ไฟพิโรธอันร้อนระอุจะดับลงได้จะต้องใช้มวลกระแสน้ำที่เย็นเย็บเข้าช่วยดับ...เฉกเช่นเดียวกัน ตำแหน่งของหยินกับหยางของแม่นางน้อย จะกลับมาสมดุลได้อีกครั้งได้หรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวของท่านแม่ทัพด้วยเช่นกัน" ท่านหมอกล่าวสั้น ๆ เป็นนัย
ด้านแม่ทัพหนุ่มยังคงไม่เข้าใจในความหมายนั้นที่ท่านหมอพยายามสื่อสารออกมาอย่างคลุมเครือ เขาจึงเผยความแปลกใจออกมาผ่านทางสีหน้าและแววตา
"ข้าน้อยเบาปัญญานัก ขอท่านหมอได้โปรดอธิบายให้ชัดแจ้งด้วย"
"จุดลมปราณของธาตุทั้งห้าในร่างกายจะถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างเต็มที่ได้ ก็ต่อเมื่อบุรุษและสตรีมีการร่วมรักสัมพันธ์สวาทเสพสังวาสกัน วิธีนี้เป็นการถ่ายเทลมปราณได้ดีที่สุด ตำแหน่งหยินหยางก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ทว่า...สำหรับบุปผาแรกแย้มงามช่อนี้ยังคงความบริสุทธิ์อยู่ จึงเป็นเรื่องที่ลำบากใจที่สุด อีกทั้งยังผิดจารีตประเพณี ทำนองคลองธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณของคนเป็นหมอเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีหมอคนใดเลือกใช้วิธีนี้มาก่อนนั่นเอง"
เมื่อหลงอี้หลิงได้ฟังคำอธิบายของท่านหมอทั้งหมดอย่างชัดเจน เขาก็ถึงกับนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ และเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดก่อนหน้านี้ท่านหมอถึงได้ดูมีท่าทีอ้ำอึ้งกระอักกระอ่วนใจที่จะอธิบายถึงวิธีการถอนพิษให้เขาฟังโดยละเอียด
"วิธีการและขั้นตอน ข้าได้บอกไปจนหมดสิ้นแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านแม่ทัพต่อจากนี้ แต่จะได้ผลหรือไม่ก็ต้องดูว่าร่างกายและพลังปราณของธาตุทั้งห้าในตัวแม่นางน้อยผู้นั้นจะตอบรับหรือปฏิเสธพลังปราณของท่าน"
ท่านหมอกล่าวจบเขาก็หยิบห่อผ้าของตนและยกมือขึ้นมาขอตัวลากลับ ข้าขออวยพรให้พวกท่านโชคดี ขอตัวลา"
หลงอี้หลิงยกมือขึ้นรับกับคารวะจากอีกฝ่ายและกล่าวอย่างนอบน้อมต่อท่านหมอแม้ตนจะมีฐานันดรและตำแหน่งขุนนางใหญ่โต ซึ่งต่างจากท่านหมอที่เป็นเพียงสามัญชนธรรมทั่วไป
"ขอบคุณท่านหมอที่สละเวลามาในวันนี้มาก เดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่งท่านกลับเรือน ส่วนเรื่องค่ารักษา ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย"
"เข่อลั่ว ให้คนไปส่งท่านหมอกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยด้วย ส่วนเจ้าก็ยืนเฝ้าอยู่ตรงหน้าประตูตรงนี้ ไม่ว่าผู้ใดหรือแม้แต่ยุงสักตัวก็ห้ามเข้าเล็ดลอดไปข้างในห้องนี้อย่างเด็ดขาด จนกว่าข้าจะเปิดประตู"
แม่ทัพหนุ่มออกคำสั่งกับลูกน้องคนสนิทด้วยน้ำเสียงและแววตาจริงจัง
"ขอรับนายน้อย"
เข่อลั่วขานรับอย่างหนักแน่นโดยไม่ถามสิ่งใด เพราะเขารับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมารอบตัวของผู้เป็นนายอย่างชัดเจน
จากนั้นเข่อลั่วก็ให้คนไปส่งท่านหมอเฒ่ากลับบ้าน ส่วนตัวเขาก็ยืนอยู่ตรงหน้าห้องนั้นและทำหน้าที่ของตนอย่างตั้งใจ
ประตูห้องพักของหลงอี้หลิงถูกปิดเข้าไปอีกครั้ง การตัดสินใจที่แสนยากลำบากของบุรุษ ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่ารักความยุติธรรม ไม่เคยฉวยโอกาส ไม่เคยรังแกคนที่อ่อนแอหรือต่ำต้อยกว่าตน จากนี้...เขาจะต้องเลือกที่จะทำตามวิธีถอนพิษของท่านหมอบอกกล่าวมา หรือจะคิดหาวิธีอื่นเพื่อช่วยฟ่งหลันหลั่น
หลงอี้หลิงยืนอยู่ข้างเตียงนอนของเขา และจ้องมองสตรีน้อยบนเตียงอย่างไม่วางตา ในดวงตาสีนิลคู่นั้นของเขาคล้ายปรากฏแววตาของความไม่รู้ว่าควรทำเช่นใดวาบขึ้นมา
การตัดสินใจครั้งนี้ หลงอี้หลิงรู้สึกว่ามันช่างยากยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับข้าศึกศัตรูในสนามรบที่มีฝีมือเก่งกาจฉมังเสียอีก เพราะมันเกี่ยวข้องกับความรู้สึกและเกียรติศักดิ์ศรีของคนคนหนึ่ง
.....
เซียงไค 盛開