ที่ย่าบอกว่าข้างนอก ย่าไม่ได้หมายถึงอิสระ
แสงอาทิตย์อาบไล้ใบหน้าอ่อนเยาว์ ลมเย็นพัดเส้นผมปลิว สูดอากาศบริสุทธิ์ของเขตยอดดอย มองทิวทัศน์นอกประตูห้องผาสุขผ่านหน้าต่างโถงทางเดิน เห็นอาคารลดหลั่นไปตามเนินเขา ถนนยาวสุดแนวรั้วเหล็กโผล่พ้นยอดไม้ และป่าอุดมสมบูรณ์ที่พยายามมองไปไกลเท่าไรก็ไร้จุดสิ้นสุด
สายตาของผู้หลงลืมไล่มองโดยละเอียดเพื่อจำเส้นทางให้ขึ้นใจ ทั้งอาคารเรียน หอพัก ตึกคุกที่เขาพอจำได้ราง ๆ และอาคารสำนักงาน มีกระทั่งสนามบินบินเล็กเป็นของตัวเอง ที่นี่ห่างจากโลกภายนอกมากขนาดไหนกัน?
ตึกกลาง อาคารที่นาวีอยู่ทำจากไม้ทั้งหลัง ห้องผาสุขอยู่ชั้นบนสุด ด้วยความเก่าแก่ของมันจึงไร้สิ่งอำนวยความสะดวกหลาย ๆ อย่าง นาวีต้องเดินตามย่าลงบันไดอย่างน้อยสี่ชั้นกว่าจะถึงข้างล่าง ความเหนื่อยไม่ใช่ปัญหาของเด็กหนุ่ม ทั้งไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ชราวัยไม้ใกล้ฝั่งอย่างน่าแปลก ที่ทำให้เขาขนลุกคือผู้คนระหว่างทางต่างหาก
ชายหญิงในชุดขาวยืนเรียงสองฝั่งของบันได สีหน้าร่าเริง แววตาเลื่อมใส ริมฝีปากยกยิ้มแต่เงียบไร้คำพูด เหมือนกำลังต้อนรับเขาขึ้นแท่นบูชายัญ
ประตูคู่สูงเปิดออกสู่ด้านนอก แสงอาทิตย์อบอุ่นของยามเช้าส่องเข้ามา เด็กหนุ่มก้าวเท้าเปลือยเปล่าไปสัมผัสผืนหญ้านุ่ม ข้างนอกคือผู้คนในชุดขาวยืนเรียงเป็นวงกลมขนาดใหญ่ ทิ้งระยะห่างจนตรงกลางเป็นลานหญ้าโล่งเตียน
ชายคนหนึ่งนอนอยู่ตรงนั้น
ช่วงขาของเขามีแผลฉกรรจ์ ใบหน้าหวาดผวาไร้สีเลือดตรงข้ามกับเสื้อผ้าแดงฉาน แต่งแต้มผืนหญ้าใต้ร่างด้วยแอ่งของเหลวสีข้น ใกล้ ๆ ชายแปลกหน้ามีร่างที่แน่นิ่งสามราย
'การทดสอบสุดท้ายของหนูแล้ว'
'ผม…ผมต้องทำยังไง'
'ย่าจะรออยู่ตรงนี้'
คำถามของผู้สับสนไม่ต่างจากเสียงรบกวนสำหรับย่าอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาผ่านเสียงในหัวหรือเสียงจริง หญิงชรากดดันให้นาวีก้าวเดินเข้าใกล้กลางวงมากขึ้น เท้าเย็นเฉียบเหยียบย่ำหญ้านุ่ม มือสั่น ๆ ทั้งสองแนบข้างตัว แขนนิ่งเกร็งจนท่าเดินไม่เป็นธรรมชาติ เข่าอ่อนพาร่างล้มเมื่อเผลอเหยียบแอ่งโลหิต
ศพห่างออกไปไม่ถึงเมตร บางคนมีมีดสั้นเปื้อนเลือดอยู่ในมือ ของเหลวแดงเป็นหย่อมใหญ่บริเวณใกล้ลำคอ เมื่อคิดว่าพวกเขาตายอย่างไรแขนขานาวีหนักอึ้งเหมือนถูกลูกเหล็กถ่วง อยากเอื้อมออกไปหยิบมีดสั้นมาใช้กับตัวเอง แล้วมือก็ค่อย ๆ ปฏิบัติตรงข้ามกับใจสั่ง
เด็กหนุ่มรู้แล้วว่ากำลังถูกควบคุม จินของชายแปลกหน้าครอบงำตั้งแต่ปลายนิ้วมือไปถึงไหล่ แม้ผู้เป็นเจ้าของบาดเจ็บรุนแรง สีหน้าเจ็บปวดเข้ากับขาทั้งคู่ที่วางกลับผิดองศา แต่จินของเขาไม่ได้อ่อนแอเลย
นาวีปล่อยให้แขนขาเคลื่อนเองอยู่นาทีเต็ม เผยสีหน้าหวาดผวาเมื่อยกมีดเข้าใกล้ลำคอมากขึ้น มากขึ้น มากจนน่าหวาดเสียว ถึงค่อยชิงการควบคุมกลับในวินาทีสุดท้าย แล้วพาร่างที่สั่นกล้า ๆ กลัว ๆ ลุกไปหาแพะกลางลานบูชายัญ
ชายแปลกหน้านิ่งไปด้วยความพรั่นพรึง ก่อนเสียงตะโกนขู่อาฆาตจะตะเบ็งก้องในความเงียบสงัด คำพูดวางก้ามสวนทางกับสีหน้าอับจนหนทาง นาวีไม่เสียเวลาปลอบโยนให้ผู้หวาดกลัวสงบลง เสียงของชายหนุ่มไร้ความหมาย อีกไม่นานก็จะกลายเป็นความเงียบ
'เขาใช้จินในทางที่ผิด ใช้ผลของเจตนาดีมาฆ่าคน ข่มขืน ปล้นชิงทรัพย์ แถมยังคร่าเจ้าหน้าที่ของย่าอีก'
นาวีฟังไปก็แอบนึกสงสัยในใจ ถ้าย่ามายืนตรงนี้ สายตาที่มองศพเจ้าหน้าที่สามรายนั้นจะมีความเศร้าโศกและแค้นเคืองจริง ๆ เหมือนน้ำเสียงไหมนะ
'ฆาตกรน่ารังเกียจ เห็นแก่ตัว เป็นจุดด่างพร้อยของสังคม'
อจินไตยให้คำอวยพรโดยไม่สนผลกระทบ มอบอำนาจให้ผิดคน บางครั้งผู้คู่ควรก็ไม่ได้คู่ควรจริง ๆ ปล่อยไว้แล้วจะกลายเป็นผลร้ายกับสังคม 'ตัวอันตราย' ถ้อยคำเดียวกับที่ย่าเคยใช้กับเขา
'เราทำต้องยังไงกับคนแบบนี้นะลูก'
'รักษาเขา'
เด็กหนุ่มเอื้อมมือออกไปช้า ๆ เป้าหมายคือสร้อยบนคออีกฝ่าย ผู้เป็นเจ้าของตะโกนร้องห้าม มืออ่อนเพลียพยายามปกป้องสิ่งสำคัญของตน ป้ายแขนเสื้อสีขาวของเด็กหนุ่มจนเป็นรอยเลือดแดง นาวีออกแรงดึงในครั้งเดียวจนได้รำลึกมาไว้ในมือ
สร้อยที่ทำจากโซ่เหล็กให้ความรู้สึกเย็น บรรจุพลังหนาแน่นไว้ด้านในแต่ผู้จับไม่รู้สึกอะไรจากมันเลย มองยังไงก็ดูเป็นสิ่งของธรรมดา น่าทึ่งว่ามันสำคัญขนาดกุมชะตาเป็นตายของผู้คนได้อย่างไร
เมื่อไม่สามารถป้องกันตัวเอง คลื่นจินของย่าก็วนล้อมเป้าหมายได้ง่ายดาย เปลี่ยนฆาตกรที่เคยโวยวายตวาดเกรี้ยวให้นิ่งสนิท ดวงตาของเขาทอดมองไปในท้องฟ้าไกล สติหลุดลอย เหลือเพียงเปลือกนอกที่ยังมีชีวิต
เด็กหนุ่มเช็ดมือเปื้อนเลือดกับกางเกง ในใจนึกอยากยกขึ้นปิดหูเมื่อต้องฟังเสียงปรบมือผสมถ้อยคำชื่นชมจากรอบทิศ เขาถูกเรียก 'ผู้สืบทอด' ด้วยน้ำเสียงชนิดอยากถวายหัว แต่น้ำตาปลื้มปริ่มของผู้เลื่อมใสทิ้งไว้เพียงรสชาติคลื่นเหียนเท่านั้น
ใคร…
นาวีรู้สึกคล้ายถูกจ้องมองจากที่ไกล ๆ เขาเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ
ตึกหอพัก—ในใจเต้นรัวเป็นกลอง ถึงจะโดนสายตาชวนหลอนล้อมจากทุกองศา แต่กลับไม่สามารถสร้างความเครียดได้เท่าจุดนั้นจุดเดียว เขาอยากซ่อนมือตัวเองไว้ด้านหลัง โยนรำลึกเปื้อนเลือดทิ้งแล้วไม่มองมันอีกเลย
'หนูมองอะไรอยู่น่ะ'
เสียงของย่าดังในหัว เตือนให้ผู้สืบทอดเก็บทุกความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาไว้กับตัว ก่อนสวมทับด้วยคำโกหกเยือกเย็น
'เปล่าครับ'
'เห็นนกบินผ่านเหรอจ๊ะ'
ผู้ฟังยังไม่ทันเข้าใจว่าย่าถึงอะไร ท้องพลันเย็นวาบเหมือนกลืนน้ำแข็งลงทั้งก้อน ยังดีที่หญิงชราไม่กดดันเอาคำตอบต่อ เขาแค่ถูกเรียกให้กลับเข้าตึกกลางด้วยใจกระสับกระส่าย อยากหันกลับไปมองจุดนั้นต่อ อยากทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งเข้าหาตอนนี้เลย แต่สิ่งที่เขาทำคือหันหลังไปทิศตรงข้าม
___
นาวีจำห้องทำงานของย่าไม่ได้ ด้านในมีโต๊ะไม้เนื้อแข็ง หันหน้าเข้าหาแสงธรรมชาติ ตู้หัวบัวที่ด้านในเต็มไปด้วยหนังสือและแฟ้มเอกสาร คั่นด้วยของตกแต่งนามธรรมที่เด็กหนุ่มพยายามเบนสายตาหนี แต่การก้มมองมือตัวเองแทนมันทำให้เห็นรอยเลือดบนเสื้อ ความรู้สึกย่ำแย่ที่พุ่งขึ้นมาไม่ต่างจากตอนเห็นรูปปั้นพวกนั้นเลย
เสียงกลไกเล็ก ๆ เรียกให้เด็กหนุ่มเงยมอง เขาเห็นย่ากดกรอบรูปภาพบนผนัง ภาพบ้านริมลำธารตั้งเก้าสิบองศาจากแนวระนาบเผยตู้นิรภัย ข้างในนั้นเก็บข้าวของที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ไล่ตั้งแต่เครื่องประดับไร้พิษภัยไปจนถึงมีดเล่มคม ดูยุ่งเหยิงเหมือนกองขยะขนาดย่อม
ย่าหยิบบางชิ้นออกมาวางบนโต๊ะทำงานไว้ก่อน เพื่อจะจัดเรียงชั้นล่างสุดของตู้เพื่อให้มีพื้นที่ว่าง สายตาของเด็กหนุ่มถูกดึงดูดโดยกล่องใบจิ๋ว สีขาวของมันโดดเด่นแม้ถูกทับอยู่ใต้กองข้าวของ เป็นชิ้นแรกที่ถูกวางลงมา และน่าจะเป็นชิ้นล่าสุดที่ถูกใส่เข้าไป
รำลึก…
ความทรงจำผุดขึ้นคล้ายกับเดจาวู บ่อยเกินจำเป็น แต่เด็กหนุ่มเมินเฉยได้เชี่ยวชาญแล้ว เขาไม่อยากให้หญิงชราที่หันมาคุยด้วยรู้ว่ากำลังนึกถึงอะไร
"สร้อยล่ะจ๊ะ"
"แต่มันยังเปื้อนอยู่เลยนะครับ"
มือที่แบออกบอกเขาว่าอีกฝ่ายไม่สน มันไม่มีผลอะไรกับพลังจินหรือคำอวยพร เช่นเดียวกับที่ชีวิตเจ้าของไม่มีผลอะไรกับย่า นาวียื่นโซ่เหล็กให้ด้วยความรู้สึกเหมือนถูกตอกตะปูปิดตาย ไม่มีทางให้หันหลังกลับ
ตอนนั้นเองที่ชายคนหนึ่งผลีผลามเปิดประตูเข้ามา เจ้าหน้าที่พิเศษในชุดโทนขาว เขาดูรู้สึกผิดถึงขั้นวิตกที่เข้ามารบกวนผู้เป็นนาย แต่ย่าแค่พูดกับนาวีด้วยเสียงนิ่มนวล "หนูรออยู่ตรงนี้เดี๋ยวนึงนะ" ก่อนตามลูกน้องออกไปจากห้องทำงาน
ประตูตู้เซฟถูกเปิดทิ้งไว้ กล่องสีขาวยังวางอยู่บนโต๊ะ
นาวีเลิกห้ามความรู้สึกในอกแล้วมองมัน ใช้ดวงตาพิจารณาขนาด รอยมนที่ขอบ และเงาที่ทอดบนโต๊ะไม้ เขาไม่เห็นหรอกว่าในกล่องมีอะไร แต่เป็นสิ่งที่เห็นแล้วอยากร้องไห้
ของไร้ชีวิตกำลังกระซิบเล่าเรื่องราว ชวนให้โลดแล่นในเศษเสี้ยวความทรงจำ มีความสุขมากจนปัจจุบันเป็นความทรมาน ห้วงคำนึงวูบโหวงเหมือนร่างกายมีแต่เปลือก รู้สึกคิดถึงใครบางคนที่ไม่ควรรู้จัก
เด็กหนุ่มใช้แขนเสื้อส่วนที่สะอาดเช็ดหน้าตัวเองเงียบ ๆ ไล่หยดน้ำจากดวงตาให้หายไป ทั้งกดทับความคิดถึงให้จมอยู่ใต้แอ่งลึก เขายังอยู่ในขอบเขตความคุ้มครองของย่า ย่อมรู้ดีว่าการนึกถึงอดีตทำให้ย่าผิดหวังแค่ไหน
ตอนประตูเปิดออก เขาเบือนหน้าหนีจากกล่องสีขาวเร็วมากจนเหมือนจงใจกลบเกลื่อน ย่าเห็นการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ออกรวดเร็ว สายตาของหญิงชรากวาดสำรวจเด็กหนุ่มที่หลุบตามองมือตัวเอง พิจารณาหลังมือที่ว่างเปล่าตามความเคยชิน
นาวีมองนิ้วว่างเปล่าอยู่อึดใจหนึ่ง ลูบนิ้วที่ราบเรียบผิดปกติ พึ่งรู้ตัวว่าทำไปโดยไม่รู้ตัวก็ตอนได้ยินเสียงถามขึ้น
"หาอะไรอยู่เหรอจ๊ะ"
"เปล่าครับ"
"ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น"
นาวีพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้อาวุโสกว่า อย่าลืมสิ ห้ามสงสัยในคำพูดของผู้ที่เป็นเหมือนเข็มทิศชี้ทางผิดถูกให้ ริมฝีปากขยับจะพูดยืนยันกับตัวเองเช่นกัน "ครับ ไม่มีอะไร…"
ข้อสรุปบางอย่างหล่นใส่เขา ลมหายใจเด็กหนุ่มหายใจห้วนสั้นลงทุกขณะ เลือดเริ่มสูบฉีดพล่านไปทั่วร่างตามหัวใจที่เต้นแรงขึ้น
ย่าเปิดตู้เซฟทิ้งไว้
นี่ก็เป็นการทดสอบด้วย?
"มันต้องไม่มีอะไรเหรอครับ"
เมื่อเห็นความประหลาดใจบนสีหน้าอีกฝ่าย นาวีรู้ตัวทันทีว่าขึ้นเสียงแข็งเกินไปแล้ว เขาควรต้องทำตัวให้สมกับความเคารพของผู้คนและความเชื่อใจของย่า อย่าอารมณ์แปรปรวนให้มากนัก
เด็กหนุ่มลดแววตาไม่พอใจของตัวเองลงแล้วก้มพิจารณาลายเนื้อไม้บนพื้น ยกมือขึ้นกอดแขนอีกข้างเชิงปกป้องตัวเอง ปลายเท้าเอียงออกไปทางหนีหนึ่งเดียวคือประตู เผยความรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อเสี่ยงถามถึงอดีต ทั้งที่รู้ว่าความทรงจำก่อนห้องผาสุขเป็นเรื่องต้องห้าม
"ผมแค่สงสัย มัน-มันเหมือนบางภาพผุดขึ้นมา แล้ว-แล้วย่าบอกว่าถ้าควบคุมสมาธิได้ ย่าจะบอก"
"ย่าหมายถึงจะบอกเมื่อหนูพร้อม" หญิงชราเอ่ยเสียงเยือกเย็น
"ไม่ใช่ทดสอบสุดท้ายเหรอครับ" นาวีพูดอ้อมแอ้ม
"หนูจะอยากรู้ไปทำไม หนูเห็นศพเจ้าหน้าที่นั่นไหม ถ้าเป็น 'นาวี' อยู่กลางวงได้มีคนตายมากกว่าเมื่อเช้าอีก จะให้ย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเพราะหนูแค่สงสัยเหรอลูก" ก่อนดุจบ ย่ายังราดน้ำกรดใส่ผู้ฟังด้วยคำตำหนิ "เห็นแก่ตัวนะ"
เด็กหนุ่มไหล่ตก ท่าทางอย่างคนที่อยากหดตัวให้เล็กลงแล้วหายไปจากโลก ความรู้สึกอับอายแบกอยู่เต็มบ่า ดวงตาฉายความรู้สึกผิด "ผมจะไม่พูดถึงมันอีก"
_____