หลายวันต่อมา
หลังจากที่ฟ่งหลันหลั่นได้ทำหน้าที่ในช่วงเช้าของตัวเองเสร็จเรียบร้อย นางก็หลบมานั่งแอบงีบหลับอยู่ยังศาลาในสวนหย่อมข้างเรือนพักของตน เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน
แต่สตรีน้อยหลับตาลงไม่ถึงครึ่งก้านธูป บ่าวของเรือนหลงหลิงก็เดินเข้ามาหานางยังศาลานั้น และยื่นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ให้
เนื้อความใจกระดาษแผ่นนั้นมีอยู่ว่า
'ถึงแม่นางฟ่ง ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องการคุยกับท่านเป็นการส่วนตัว เรื่องนี้เกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก หวังว่าแม่นางฟ่งจะออกมาพบข้าตามนัดหมาย เจอกันที่ศาลานักพเนจรตรงเชิงเขานอกเมืองหลวง ไม่เจอไม่กลับ…หยวนจูวเย่'
หลังจากอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นจบลง ฟ่งหลันหลั่นก็เผย สีหน้างงสงสัยแกมแปลกใจ
"มันหมายความว่ายังไงกันเนี่ย ทำไมคุณชายหยวนผู้นั้นถึงต้องการพบเรากันนะ แถมนัดเจอเป็นการส่วนตัวที่นอกเมืองอีก...เอายังไงดี ปัญหาคือเราจะหาข้ออ้างอะไรเพื่อจะออกไปจากเรือนหลงหลิงได้"
สตรีน้อยนั่งบ่นพึมพำกับตัวเอง และคิดสงสัยในเจตนาของหยวนจูวเย่ แต่เมื่อเขาได้ขอนัดพบเป็นการส่วนตัว นางจึงได้ตอบรับคำเชิญ และไปเจอเขายังศาลานักพเนจร ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขา ออกห่างจากตัวเมืองหลวงไปราวครึ่งลี้
ทว่า หลงอี้หลิงได้ล่วงรู้ถึงแผนการนัดหมายนั้นของคนทั้งคู่
ห้องหนังสือของหลงอี้หลิง
เป๊าะ!
เสียงหัวด้ามพู่กันไม้ดังขึ้นภายในห้องหนังสือของแม่ทัพหนุ่ม
"เข่อลั่วเมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ เด็กนั่นแอบนัดพบกับบุรุษที่ศาลานักพเนจรอย่างงั้นรึ"
"ขอรับนายน้อย พอดีข้าเผลอไปได้ยินแม่นางฟ่งพูดพึมพำกับตัวเองเมื่อเช้านี้ ตอนที่นางไปนั่งพักผ่อนอยู่ที่ศาลาในสวนหย่อม ว่าคุณชายหยวนต้องการนัดพบกับนางเป็นการส่วนตัว"
เข่อลั่วตอบคำถามเจ้านายด้วยเสียงดังฟังชัด แม้จะมีจางเก่อยืน ขยิบตาให้อยู่ข้าง ๆ แต่นายกองร่างท้วมดูเหมือนจะไม่ทันมองความหวังดีนั้นจากสหาย
พอหลงอี้หลิงได้ฟังการยืนยันอย่างหนักแน่นของลูกน้องคนสนิท เขาก็วางมือจากงานที่ทำอยู่ และลุกขึ้นพร้อมกับเดินไปคว้าเอาดาบคู่กายที่วางอยู่บนโต๊ะทาด้านหลัง ก่อนที่จะเดินหน้าฉุนเฉียวออกไปจากห้องอย่างหงุดหงิดใจ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษรักแรงหึงหรือด้วยความเป็นห่วงใยในตัวฟ่งหลัน-หลั่น แม่ทัพหนุ่มพร้อมคนสนิทก็ได้พากันรีบรุดออกแอบติดตามไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อแม่ทัพหนุ่มเร่งติดตามสาวใช้ของตนไปจุดถึงจุดนัดพบ เขากับลูกน้องคนสนิทก็ได้ยินยืนแอบซุ่มมองอยู่ในระยะไกลเท่าที่ระดับสายตาจะมองเห็นได้
ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองอย่างใจจดใจจ่อไปยังคนหนุ่มสาวสองคนนั้น ซึ่งกำลังนั่งสนทนากันอยู่ตรงม้านั่งหินภายในศาลานักพเนจร แม้จะพยายามเงี่ยหูฟัง แต่ด้วยระยะห่างจากจุดที่เขายืนอยู่มันไกลมากเกินที่ประสาทสัมผัสทางหูของคนจะได้ยินอะไร ยิ่งทำให้แม่ทัพหนุ่มชักสีหน้าบึ้งตึงไม่สบอารมณ์และดูหงุดหงิดใจตลอดเวลา
ศาลานักพเนจร
ฟ่งหลันหลั่นทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าสีครามตรงเบื้องหน้า พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดฟอดใหญ่ นานแล้วที่นางไม่ได้สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์เยี่ยงนี้ ก่อนจะหันกลับไปมอบรอยยิ้มอย่างสดใสให้กับบุรุษรูปงาม ซึ่งกำลังสะบัดพัดสีขาวในมือของเขาไปมาอย่างผ่อนคลายใจ
"ขอบคุณคุณชายหยวนมาก ที่วันนี้อุตส่าห์สละเวลาอันมีค่าของท่าน พาข้าออกมาสัมผัสทิวทัศน์และอากาศบริสุทธิ์แบบนี้"
หยวนจูวเย่โปรยยิ้มหวานและหว่านเสน่ห์ความหล่อเหลาของเขาให้กับสตรีตรงหน้า
"แค่ได้เห็นรอยยิ้มของแม่นางฟ่งยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเช่นนี้ก็พลอยสุขใจไปด้วย"
เมื่อถูกอีกฝ่ายหยอดคำหวานให้เยี่ยงนั้น สตรีน้อยก็รู้สึกประหม่านิด ๆ จนเกือบวางสีหน้าต่อไปไม่ถูก แต่นางไม่ชอบพูดจาอ้อมค้อม จึงถามถึงเจตนาของอีกฝ่ายออกมาตรง ๆ
"ว่าแต่คุณชายหยวนมีเรื่องสำคัญอันใดถึงได้ขอนัดพบข้า เป็นการส่วนตัว แถมสถานที่เจอกันก็อยู่ห่างไกลจากผู้คนเยี่ยงนี้"
"อ้อ! เรื่องนั้น...ข้าได้ยินจากแม่นางมู่ว่าท่านเป็นคนกว้างขวางรู้จักเหล่าชาวยุทธ์เยอะ ข้าเลยอยากขอร้องให้ท่านช่วยตามหาคนให้ได้หรือไม่"
ปกติหยวนจูวเย่จะชอบแสดงสีหน้าอารมณ์ดีดูเป็นคนเจ้าสำราญตลอดเวลา แต่ครั้งนี้เขาดูจริงจังกับคำพูดประโยคนี้มาก
"ตามหาคน ? คุณชายหยวนต้องการให้ข้าช่วยตามผู้ใดกัน คนรู้จัก...ญาติ...หรือคนรักของท่านงั้นรึ ?"
สตรีน้อยถามบุรุษรูปงามกลับด้วยสีหน้าฉงนสงสัย
คุณชายรูปงามจ้องหน้าและสบตากับสตรีน้อย สีหน้านิ่ง เขาเก็บพัดในมือเข้าหากันก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ตาเฒ่าผู้หนึ่ง นามแซ่ฝู"
"แซ่ฝู ?"
ฟ่งหลันหลั่นทวนชื่อแซ่ของคนผู้นั้นซ้ำ หัวคิ้วทั้งสองข้างเลิกสูงขึ้นและขยับเข้าหากัน ในหัวก็ขบคิดตาม ก่อนจะส่ายหัวและตอบกลับอีกฝ่ายไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจเสียทีเดียว
"ข้าไม่เคยได้ยินชื่อแซ่นี้ที่เมืองจิ่ว ท่านมั่นใจเหรอว่าคนผู้นี้อาศัยอยู่ที่นั่น"
"ข้าเองก็ไม่ค่อยมั่นใจ คนผู้นี้เคยอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง แต่ก็ได้หายสาบสูญไปสิบปีแล้ว ข้อมูลล่าสุดที่สืบมาได้ คือมีคนเคยพบเห็นเขาปรากฏตัวขึ้นที่เมืองจิ่วเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้"
สีหน้าจริงจังและครุ่นคิดกังวลของหยวนจูวเย่ที่เผยออกมา ทำให้ฟ่งหลันหลั่นเชื่อว่าเขาคงต้องการตามหาคนผู้นี้จริง ๆ และอาจจะเป็นคนสำคัญของเขาด้วย
"ถ้าสามารถบอกรูปพรรณสัณฐานหรือตำหนิอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคนผู้นั้นได้บ้าง บางทีข้าก็อาจจะพอช่วยท่านได้"
สตรีน้อยพูดขึ้นลอย ๆ พลางกอดหน้าอกและคิดถึงอดีตของตน ทั้งสถานที่และผู้คน ในตอนที่นางเคยอาศัยอยู่ในเมืองจิ่ว
คนผู้นั้นเคยได้รับบาดเจ็บจากการถูกฟันทางด้านหลัง ถ้าเป็นไปได้ เขาอาจจะมีแผลเป็นรูปกากบาทไขว้ตรงแผ่นหลังก็ได้ เพราะบาดแผลในครั้งนั้นค่อนข้างสาหัสน่าดู"
หยวนจูวเย่ต้องการความช่วยเหลือจากสตรีนางนี้จริง ๆ ทำให้เขาจำเป็นต้องบอกความจริงกับเธอ ในส่วนที่เขายังพอจะจำได้
คำตอบนี้ของหยวนจูวเย่ทำให้สตรีน้อยฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ "แผลเป็นรูปกากบาทไขว้ทางด้านหลังอย่างนั้นเหรอ!"
ตัดสลับกลับมายังแม่ทัพหนุ่มกับทหารนายกองคนสนิททั้งสองของเขา
จางเก่อและเข่อลั่วทั้งสองคนสังเกตเห็นที่ร้อนรนใจของเจ้านายหนุ่มที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน แม้มันจะดูผิดวิสัยของผู้เป็นนาย ในการมาแอบดูหนุ่มสาวนัดพบพลอดรักกัน แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะกล่าวคำทัดทานอันใด เพราะดวงตาของแม่ทัพหนุ่มวาววับราวกับจะพ่นไฟออกมาได้
"เจ้าสองคนรู้ไหมว่าเขาสองคนนัดพบกันทำไม และพวกเขากำลังคุยอะไรกันอยู่"
แม่ทัพหนุ่มถามลูกน้องข้างกายขึ้นอย่างหงุดหงิดและเต็มไปด้วยความอยากรู้ แต่ยังไม่ทันที่จะมีลูกน้องคนใดตอบคำถาม เขาก็พูดขึ้นอีก
"ไม่ใช่สิ นางทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง นางเป็นคนของข้า..." แม่ทัพหนุ่มพูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาและสีหน้าแปลกใจของลูกน้องทั้งสอง
"...ข้าหมายถึง ทุกคนที่อยู่ภายในเรือนหลงหลิงล้วนเป็นคนของข้าใช่ไหม...ว่าแต่พวกเจ้าคิดว่าสองคนนั้นกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่งั้นรึ"
แม่ทัพหนุ่มกล่าวถามลูกน้องขึ้น สายตาและท่าทางของเขาดูลุกลี้ลุกลน ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดูไม่เป็นตัวเองเอาเสียเลย อารมณ์คุกรุ่นและจิตใจก็ไม่สงบนิ่ง เพราะอยากจะเข้าไปดึงตัวฟ่งหลันหลั่น และพานางกลับเรือนหลงหลิงเสียเดี๋ยวนี้
"ถ้านายน้อยอยากรู้และเป็นห่วงแม่นางฟ่งขนาดนั้น ทำไมพวกเราไม่เดินเข้าไปถามกันเลยให้จบขอรับ จะได้ไม่ต้องมายืนแอบหลบอยู่แบบนี้" เข่อลั่วพูดออกตามสิ่งที่อยู่ในหัว เพราะเขาเป็นพวกคิดน้อย และไม่ใช่คนที่ทำอะไรซับซ้อน ซึ่งต่างจากเจ้านาย
จางเก่อกลัวว่าอารมณ์ที่ปรวนแปรของเจ้านายหนุ่มที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อาจจะทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โตจนก่อเกิดปัญหาตามมาได้ เขาจึงได้เอ่ยปรามสติแม่ทัพหนุ่มอย่างสุขุม
"นายน้อย หากพวกเราเผลอบุ่มบ่ามเข้าไปหาทั้งสองคนและถ้าเกิดฝ่ายนั้นถามกลับมา ท่านจะตอบพวกเขาว่ายังไง อีกอย่างพวกเราก็ยังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของคุณชายหยวนในครั้งนี้ ข้าว่าเรายืนรอดูเหตุการณ์จากตรงนี้ต่ออีกสักพักก่อนจะดีกว่าไหมขอรับ เพราะตอนนี้พวกเรายังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของคุณชายหยวนผู้นั้น"
คำกล่าวของจางเก่อได้เรียกสติแม่ทัพหนุ่มให้ฉุกคิดได้ และกลับมาเป็นตัวของตัวเอง แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีคำพูดของเข่อลั่วก็ทำให้จิตใจเขากลับมาว้าวุ่นอยู่ไม่สุขอีกครั้ง
"จะอะไรเสียอีกล่ะ สภาพโดยรอบโอบล้อมไปด้วยเนินเขาเขียวขจี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง สายลมพัดโชยเย็นสบาย หนุ่มสาวนัดพบกันในสถานที่ เป็นใจแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมาพลอดรักกันอย่างแน่นอน"
จางเก่อได้ยินเช่อลั่วกล่าวออกมาอย่างฉะฉาน โดยไม่มองดูสีหน้าและอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัวของผู้เป็นนายตรงหน้าเลยสักนิด ตัวเขานี่แทบอยากจะเอาสันของฝักกระบี่ในมือตีลงไปบนหัวของสหายตัวเองยิ่งนัก
โชคยังดีที่แม่ทัพหนุ่มเรียกสติของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติได้แล้ว แต่กระนั้นจะให้ถอดใจกลับไปเฉย ๆ เขาก็ยังไม่วางใจ ในเมื่อทหารนายกองตัวอ้วนพูดมาชัดขนาดนี้ เขาก็เลยช่วยสนับสนุนความคิดนั้นของลูกน้องอีกแรง
"ยังไงซะเรื่องที่สองคนนั้น นัดพบกันมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้า ...เข่อลั่ว ไหนเจ้าก็ดูจะเพลิดเพลินกับบรรยากาศและภาพตรงหน้านี้ ถ้างั้นเจ้ายืนอยู่ตรงนี้ รอดูจนกว่าแม่นางฟ่งของเจ้า จะเดินกลับเรือนละกัน"
น้ำเสียงเรียบเรื่อยแอบแฝงอันตรายกรุ่น ๆ ของแม่ทัพหนุ่ม เล่นเอาลูกน้องทั้งสองคนไม่มีใครกล้ากล่าวสิ่งใดต่อจากเขา
แต่ในจังหวะที่แม่ทัพหนุ่มกำลังหันหลังเพื่อจะกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อ ในจังหวะนั้นเองก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้น
จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนสวมชุดดำหลายสิบคนได้ปรากฏตัวขึ้นและบุกเข้าโจมตีหยวนจูวเย่และฟ่งหลันหลั่นภายในศาลานักพเนจร
ด้านฟ่งหลันหลั่นตกใจมากกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นางเข้าใจว่า หยวนจูวเย่เป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มที่มากด้วยความรู้ด้านบุ๋น แต่คงไม่เก่งกาจด้านบู๊
"คุณชายหหยวนไม่ต้องกลัว ข้าจะปกป้องท่านเอง"
นางเอาตัวเข้าไปเป็นโล่ขวางทางของคมดาบหลายสิบเล่ม ที่กำลังชี้เป้ามายังพวกตน สตรีน้อยออกตัวเพื่อปกป้องคุณชายรูปงามด้วยสีหน้ามาดมั่น ทั้ง ๆ ที่สภาพของตัวเองในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากเขา ไร้ซึ่งวรยุทธ์ แต่ด้วยเพราะติดนิสัยที่ไม่ยอมปล่อยให้คนอ่อนแอถูกรุมรังแกได้นั่นเอง
แม้หยวนจูวเย่จะไม่มีวรยุทธ์ แต่เขาก็ไม่ใช่คนขี้ขลาดกลัวตาย และไม่ใช่คนที่จะหลบอยู่หลังกระโปรงของสตรีเยี่ยงนี้ จึงได้รีบเบี่ยงตัวเดินไปยืนตรงหน้าของสตรีน้อยและขวางทางดาบไว้แทน
"แม่นางฟ่ง หลบอยู่ข้างหลังข้าเถิด คนชุดดำพวกนี้มีอาวุธครบมือเช่นนี้ พวกเขาคงไม่มาดีแน่"
"คุณชายฟ่ง ท่านต่างหากที่ต้องมาหลบอยู่ด้านหลังข้า เรื่องชกต่อยพวกนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ชาวยุทธ์เยี่ยงข้าเถอะ หากท่านเกิดได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไป แม่นางมู่คงจะไม่ยอมให้อภัยข้าแน่"
ฟ่งหลันหลั่นเอาตัวเข้ามาขวางทางดาบไว้อีกครั้ง คำกล่าวของนางเมื่อสักครู่นี้ ได้ทำให้หยวนจูวเย่ครุ่นคิดตามอย่างสงสัย
'มู่เซียวหลานมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องความปลอดภัยของเรากันนะ'
กลุ่มชายสวมชุดดำ ซึ่งกำลังยืนล้อมวงและจ่อปลายดาบมาทาง หนุ่มสาวตรงหน้า เริ่มเวียนหัวกับการท่าทีของอีกฝ่ายจึงกล่าวขึ้นอย่างฉุนเฉียว
"พวกเจ้าสองคนช่างรักกันดีเหลือเกินนะ เอาเป็นว่าถ้าพวกเจ้ายอมตามไปดี ๆ คมดาบของพวกข้าจะไม่ทำอันตรายใครว่าไง"
'จะทำไงดีกับสถานการณ์นี้ดีนะ เป็นเพราะช่วยถอนพิษให้ตาแม่ทัพนั่น ทำให้เราพลอยซวยสูญเสียวรยุทธ์ไปซะด้วยสิ หากถูกคนนี้จับตัวไป ลำพังตัวเราเองก็คงหาทางเอาตัวรอดทีหลังได้ แต่คุณชายหยวนผู้นี้ล่ะ จะให้ทิ้งเขาก็ไม่ได้ด้วยสิ'
ฟ่งหลันหลั่นยืนครุ่นคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์อย่างกังวลอยู่ตรงด้านหลังของหยวนจูวเย่ ครู่ต่อมาดวงตากลมโตก็ฉายแววมุ่งมั่นออกมา ดวงหน้างามเชยคางขึ้นสูง
"ข้าเป็นของแม่ทัพหลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นโหย่วนี้ หากพวกเจ้าคิดจะจับตัวข้ากับคุณชายผู้นี้ไปให้ได้ แม่ทัพหนุ่มของข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน"
สิ่งเดียวที่ฟ่งหลันหลั่นคิดได้ในตอนนี้ คือการยืมชื่อเสียงและความเก่งกาจของหลงอี้หลิงมาข่มขู่กลุ่มชายชุดดำตรงหน้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้คนที่นางกำลังกล่าวถึงอยู่ กำลังยืนคุมเชิงสถานการณ์อยู่ไม่ไกลจากศาลานี้มากนัก
พอแม่ทัพหนุ่มยิ่งเห็นภาพเหล่านั้น มันยิ่งตอกย้ำความคิดของเขา ด้วยความหึงหวงและโกรธที่เห็นผู้หญิงของตนกำลังออกตัวปกป้องชายอื่นต่อหน้าต่อตา ใจหนึ่งก็เป็นห่วงแต่ความโกรธมันมีมากกว่า เขาจึงยืนนิ่งเฉย มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าและวางท่าราวกับไม่สนใจความเป็นตายของนาง
"นายน้อย ท่านจะไม่เข้าไปช่วยแม่นางฟ่งจริง ๆ หรือขอรับ ฝ่ายตรงข้ามเยอะขนาดนั้น ข้าคิดว่าพวกเขาคงไม่รอดแน่ขอรับ"
เข่อลั่วกล่าวถามนายหนุ่มของตนอย่างกังวล เพราะยังไงฟ่งหลันหลั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของจวนหลงหลิงไปแล้ว จะให้ทนยืนมองนางตกอยู่ในอันตรายโดยที่ไม่ทำอะไรเลย มันทำให้เขารู้สึกกังวลใจในความปลอดภัยของนาง
"นายน้อย ข้าสังเกตดูจากอาวุธในมือของพวกคนชุดดำ พวกเขาไม่น่าจะเป็นโจรป่าทั่วไป"
เข่อลั่วกล่าวเสริมต่ออย่างร้อนรนใจ
แต่หลงอี้หลิงก็ยังคงยืนนิ่งเฉย แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่จางเก่อ กล่าวกับเขา และยิ่งพอเห็นหยวนจูวเย่ขยับเข้ามาประชิดและแตะเนื้อ ต้องตัวฟ่งหลั่นหลั่น ความเดือดดาลในใจของเขายิ่งเริ่มฟุ้งซ่าน แม้จะเคยกรำศึกมานับครั้งไม่ถ้วน และเจอศัตรูมามากมายหลายรูปแบบ ทว่าตอนนี้เขาไม่อาจจะควบคุมสติของตนให้อยู่นิ่งเฉย ทนมองการกระทำนี้ของสตรีน้อยไปได้
ในที่สุดแม่ทัพหนุ่มก็ไม่อาจจะต่อต้านความรู้สึกของตัวเองไปได้ เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือหนุ่มสาวทั้งสองคน เพราะไม่สามารถทนเห็นคนที่ตนรักบาดเจ็บได้นั่นเอง
แคร็ง!
เสียงของอาวุธสองอย่างกระทบกระทั่งกันดังลั่นไปทั่วศาลา
ฟ่งหลันหลั่นทำตาเบิกโพลงด้วยความตกใจเมื่อเห็นหลงอี้หลิงปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า แต่สายตาเย็นชาที่สบตากลับมา รวมทั้งสีหน้าถมึงทึงของ แม่ทัพหนุ่ม ทำให้สตรีน้อยผู้นี้รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงข้างในขั้วหัวใจ
'หลงอี้หลิง! เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังกัน คราวนี้เราจะหาเรื่องแก้ตัวยังไงดีนะ เขาไม่ชอบหยวนจูวเย่ ผู้นี้เสียด้วยสิ'
สีหน้าสตรีน้อยเปลี่ยนไปในทันที แววตาเต็มไปด้วยความฉงนใจและวิตกกังวล ทั้ง ๆ ที่ตอนก่อนหน้านี้นางยังพูดจาข่มขู่กลุ่มชายชุดดำอย่างฮึกเหิมอยู่แท้ ๆ
....
เซียงไค 盛開