เรือนหลงหลิง
ตอนนี้ฟ่งหลันหลั่นกำลังถูกหลงอี้หลิง สอบสวนอย่างเคร่งเครียดภายในเรือนพักส่วนตัวของเขา
ผู้เป็นเจ้าของเรือนพักยืนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จ้องตาเขม็งมองไปยัง สตรีน้อยอย่างขึงขัง ซึ่งนางกำลังพยายามกลบเกลื่อนความผิดของตนด้วยการนั่งจิบชาพร้อมวางท่าทีนิ่งเฉย ทำใจดีสู้เสืออยู่ยังโต๊ะกลมกลางห้อง
"เจ้ารู้จักที่นั่นได้ยังไง และเข้าไปทำอะไรในสถานที่ต้องห้ามเช่นนั้น บอกข้ามาตามความจริง ห้ามโป้ปดเด็ดขาด" น้ำเสียงเข้มขึงขังที่แฝงไว้ซึ่งอำนาจของเขาถามขึ้น เจ้าของคำถามนั้นรู้คำตอบนั้นดีแก่ใจ แต่ก็ยังอยาก ได้ยินความจริงจากปากของอีกฝ่าย
แม้ว่าสตรีน้อยจะกำลังนั่งหันข้างให้ แต่หางตาของนางก็เห็นแววตาพิโรธของเขาซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันหล่อเหลา ครั้งนี้นางคงไม่อาจที่จะหลบเลี่ยงได้จริง ๆ สินะ
ฟ่งหลันหลั่นคิดได้เช่นนั้น นางจึงตัดสินใจที่จะพูดความจริงทั้งหมดกับเขาในวันนี้ ไม่แน่บางทีทุกอย่างมันอาจจะง่ายขึ้นก็ได้ นางวางถ้วยชาใบเล็กลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น และกล่าวขึ้นด้วยถ้อยคำยียวน
"ท่านอยากฟังความจริงเรื่องไหนกันล่ะ...เป็นเรื่องที่ข้ารู้จักและเข้าไปในสถานที่เช่นนั้นได้ยังไง หรือเรื่องอดีตของข้าที่ท่านพยายามส่งคนไปตามสืบอยู่จนถึงตอนนี้"
ใช่แล้ว ฟ่งหลันหลั่นรู้ตัวมาตลอดว่าแม่ทัพหนุ่มได้ส่งคนไปตามสืบประวัติและอดีตของนางที่เมืองจิ่ว แต่ที่ผ่านมานางแค่แสร้งทำเป็นไม่รู้ เพราะเจ้าตัวมั่นใจว่า ไม่มีใครสามารถสืบหาความจริงได้ทั้งนั้น เพราะอะไรน่ะเหรอ...ก็เพราะว่าตาเฒ่าของนางเป็นคนที่ปกปิดร่องรอยของพวกนางเป็นอย่างดีมาตลอดสิบกว่าปี จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังไม่ยอมปริปากหรือเปิดเผยความจริงกับผู้ใด
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่ทัพหนุ่มทำการสืบสวนหาความจริงจากผู้ที่เขาทำการไต่สวน แต่การคาดคั้นหาคำตอบในครั้งนี้มันกลับยากเย็นและอ่อนไหวต่อความรู้สึกของเขามาก เพราะผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคือคนสำคัญของเขานั่นเอง
"ทั้งหมด!" คำตอบเดียวสั้น ๆ แต่น้ำเสียงช่างทรงพลังและแฝงไว้ซึ่งเผด็จการของอำนาจทุกอย่างที่เขามี
คราวนี้ฟ่งหลันหลั่นถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังวูบวาบทันที เพราะรังสีแห่งความโกรธได้แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วบริเวณภายในเรือนพักนี้แล้ว
บรรยากาศภายในเรือนพักตอนนี้เงียบกริบ ชวนอึดอัดหายใจติดขัด
ริมฝีปากบางได้เผยอขึ้น ต่อจากนั้นความจริงทั้งหมดก็ได้ถูกกล่าวออกมา
"ท่านคงจะรู้จักป้ายหยกมรกตนั่นเป็นอย่างดี และคงจะรู้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของมัน เพราะท่านคงจะตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ใช่หรือไม่"
สตรีน้อยเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับดึงป้ายหยกที่ห้อยอยู่ ชูขึ้นมาให้แม่ทัพหนุ่มได้เห็นอย่างชัดเจนอีกครั้ง
ถึงแม้หลงอี้หลิงจะไม่ได้เดินมาดูใกล้ ๆ แต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นของจริง เพราะเขาได้แอบทำการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วตามที่นางพูดจริง ๆ
"อืม..." เขาตอบสั้น ๆ และไม่ได้เอ่ยถึงชื่อของคนผู้นั้นออกมาอย่างชัดเจน
"ตอนนี้ในใจของท่านคงมีคำถามมากมายอยากถามข้าสินะ ว่าข้าคือคนผู้นั้นจริงไหม หรือรอดตายมาได้ยังไง คำตอบพวกนั้นข้าเองก็ไม่มีให้ตัวเองเหมือนกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าจำได้ดี นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น และใครคือผู้ที่ทรยศข้ากับท่านพ่อ"
สตรีน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือข้างที่วางอยู่บนโต๊ะกำหมัดแน่น ดวงตากลมใสฉายแววประกายอาฆาตเคียดแค้นออกมา
...
เมื่อหลงอี้หลิงได้ฟังเรื่องราว เขากลับมีท่าทีนิ่งสงบดูไม่ตกใจหรือประหลาดใจเลยสักนิด ทำให้ฟ่งหลันหลั่นอดถามขึ้นอย่างฉงนสงสัยไม่ได้
"ดูจากท่าทีของท่านในตอนนี้ คงจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วสินะ และเหตุใดท่านถึงแสร้งทำเป็นไม่รู้มาตลอดกันล่ะ"
แม่ทัพหนุ่มไม่ตอบคำถาม แต่ได้ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดกับสตรีน้อยด้วยน้ำเสียงขึงขัง จริงจัง
"วางมือจากเรื่องทุกอย่างที่เจ้ากำลังทำอยู่ตอนนี้ซะ ข้าจะจัดการทุกอย่างเองให้เอง เจ้าแค่รออยู่เฉย ๆ ก็พอ"
"จะจัดการทุกอย่างเอง...รวมทั้งเรื่องแก้แค้นกับคนคนนั้นแทนข้าอย่างนั้นหรือ ?" นางย้อนถามเขา
"เรื่องนั้น...เมื่อถึงเวลาข้าจะตัดสินใจเอง" หลงอี้หลิงกล่าวพลาง สายตาอันคมกริบของเขาก็ยังคงจ้องมองสตรีน้อยอย่างห่วงใยอยู่ตลอดเวลา
สตรีน้อยนิ่งเงียบและครุ่นคิดในใจ
'คำตอบของเขา หมายความว่าเยี่ยงไรกัน เขาผู้ที่รักในความถูกต้องและยุติธรรม มีตำแหน่งเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นโหย่ว จะจัดการทุกอย่างจริงหรือ'
มีหรือที่สตรีน้อยจะยอมฟังคำสั่งเขา และยอมวางมือจากเรื่องทุกอย่างว่าง่าย...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริศนาการตายขององค์หญิงอวี้หลัน และการตายของตาเฒ่าฟ่ง ถึงแม้เขาอาจจะเป็นเพราะโรคภัยไข้เจ็บก็ตาม แต่มันก็มีเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนอยู่ซึ่งยังสืบหาความจริงยังไม่ได้
"ไม่!" คำตอบเดียวสั้น ๆ
นางปฏิเสธด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืน และเอี้ยวตัวหันไปประจันหน้ากับผู้เป็นเจ้าของห้อง
ทั้งคู่จ้องหน้าประสานสายตากัน และต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กันเลยสักนิด
หลงอี้หลิงมองดวงหน้างามอรชร และย่นคิ้วเข้าหากันอย่างไม่ชอบใจ
"นี่เป็นคำสั่ง!"
นางตอบสวนกลับทันควัน ด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"ไม่! ท่านต่างหากที่ควรอยู่เฉย ๆ เพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า ไม่เกี่ยวกับท่าน มันเป็นความแค้นที่ข้าจะต้องทวงคืนด้วยตัวเอง ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้ข้าหยุดหรือล้มเลิกความคิดนี้ได้ทั้งนั้น เอาเวลาไปคิดเรื่องการแต่งงานพระราชทานของท่านเถอะ"
ไม่เพียงแค่สตรีน้อยจะปฏิเสธคำสั่งของหลงอี้หลิง นางยังพูดแขวะเขาเรื่องการแต่งงานกับเยี่ยชิงเซียวอีก นั่นจึงทำให้ความโกรธที่แม่ทัพหนุ่มพยายามอดกลั้นเอาไว้มานานได้ขาดผึงลงทันที
ในขณะที่ฟ่งหลันหลั่นยืนเชิดหน้าขึ้นสูง และจ้องมองอย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของคนตรงหน้า
จู่ ๆ หลงอี้หลิงก็พุ่งตัวเข้าไปประชิดนางอย่างรวดเร็ว และจับท่อนแขนเล็กช่วงบนของร่างอรชรอย่างขึงขัง
เพียงแค่พริบตาเดียวร่างอรชรก็ถูกพามาเตียงนอนของหลงอี้หลิง และแผ่นหลังบางได้กระแทกลงบนฟูกนอนผืนใหญ่อย่างแรง
วินาทีต่อมา ผู้เป็นเจ้าของเตียงก็ได้วางร่างกายอันแข็งแรงของเขา ทาบทับลงบนตัวของอีกฝ่าย พร้อมกับออกแรงกดลงไปยังข้อมือน้อยทั้งสองของผู้ที่อยู่ด้านล่าง จนนางไร้ซึ่งหนทางขัดขืน
ฟ่งหลันหลั่นตกใจและโกรธ ที่จู่ ๆ เขาก็กระทำการอันหยาบคายและใช้อำนาจของบุรุษรังแกสตรีเช่นนี้ นางจึงโพล่งถามเสียงดังขึ้นและดูไม่เกรงกลัวเขาเลยสักนิด
"นี่ท่านเป็นบ้าไปแล้วงั้นหรือ ลุกขึ้นจากตัวข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ ข้าต้องการกลับเรือนพักของข้าแล้ว"
สตรีน้อยพยายามออกแรงดิ้นและขัดขืนเขา ปากก็ด่าทอต่อว่าไม่หยุดหย่อน แต่ด้วยอิริยาบถของพวกเขาที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ นางไม่มีหนทางไหนจะหนีรอดจากเงื้อมมือเขาไปได้เลย
ยิ่งนางดิ้น เขายิ่งออกแรงกดทับตัวนางมากยิ่งขึ้น
"วางมือของเจ้าจากทุกเรื่องซะ นี่เป็นคำสั่งเด็ดขาด"
หลงอี้หลิงจ้องตาดวงหน้างามด้วยแววตาขึงขัง และออกคำสั่งย้ำอย่างหนักแน่น
"ท่านไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้ข้าหยุด! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะทวงแค้นของข้าและทุกคนคืนมาให้ได้"
ฟ่งหลันหลั่นเองก็ยังคงหนักแน่นในคำตอบของตน แค้นนี้จะต้องได้รับการทวงคืนอย่างสาสม ในวันที่ความทรงจำเมื่อยังเยาว์ให้หวนคืนมาสู่เจ้าของ นางก็ได้ให้คำสัตย์สาบานกับตัวเองและกับดวงวิญญาณที่จากไป
"สิทธิ์อย่างงั้นหรือ...ถ้าเจ้ายังจะย้ำถามหาสิทธิ์ของข้าอยู่ ข้าก็จะพิสูจน์ให้เจ้าได้เห็นด้วยสองตาของเจ้าเดี๋ยวนี้ ว่าข้ามีสิทธิ์นั้นหรือไม่"
....
เซียงไค 盛開